มาทำความรู้จัก Essay (เรียงความภาษาอังกฤษ) กันเถอะ

9478

หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง โดยเฉพาะน้องๆ มัธยม ที่คุณครูมักจะสั่งให้เขียน “Essay” มาส่งอยู่บ่อยๆ หรือหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องสอบ TOEFL, IELTS เพื่อใช้ประกอบการสมัครงานหรือทำเรื่องเลื่อนตำแหน่ง ก็จะพบ“Essay” ในส่วนที่เป็นข้อสอบได้

“Essay” คือ การสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านตัวอักษร เรียกกันง่ายๆ ว่า “เรียงความภาษาอังกฤษ” ก็ไม่ผิดอะไร

ถ้าจะถามพี่ฝนว่า “ทำไมต้องเขียน Essay ด้วย?”

พี่คงต้องตอบว่า ทักษะการเขียนเป็นสิ่งที่ทำออกมาได้ยากที่สุด พูดได้ว่าเป็น “ตัวท๊อป” ของการเรียนภาษา เพราะต้องผ่านกระบวนการคัดสรรคำศัพท์ เลือกใช้ไวยากรณ์ อีกทั้งต้องกลั่นกรองเนื้อหา และเรียบเรียงให้เข้าแบบฟอร์ม ส่วนใครจะใส่สีสันลงไปโดยการเล่นกับภาษา นี่ก็สุดแล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน

write-essay

หน้าตาของ “Essay” ก็คล้ายๆ กับเรียงความภาษาไทย ที่มีอย่างต่ำ 3 ย่อหน้า คือ
  • ส่วนนำ (Introduction)
  • เนื้อหา (Body)
  • และสรุป (Conclusion)

ส่วนที่ต่างกันก็คือ เรียงความภาษาไทยนั้นมีวิธีเขียนที่ยืดหยุ่นกว่าภาษาอังกฤษ เพราะอาจจะนำกาพย์ กลอนมาใช้ประกอบได้ในส่วนนำ หรือเล่าเรื่องราวคร่าวๆ เพื่อเร้าความสนใจผู้อ่าน แต่สำหรับ “Eassy” จะเน้นที่โครงสร้างในการเขียนที่เป็นขั้นเป็นตอนเสียมากกว่า

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘Thesis Statement’ หรือส่วนที่จะสรุปเนื้อหาทั้งหมดของเรื่อง และในตอนจบก็ต้อง ‘Paraphrase the thesis’ หรือเอาถ้อยคำที่กล่าวเอาว่าในตอนต้นมาพูดใหม่อีกครั้ง โดยใช้สำนวนที่ต่างออกไป ซึ่งตรงนี้น้องๆ จะได้ใช้คำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกัน หรือ Synonyme ก็ตอนนี้ล่ะ

นอกจากนี้ในส่วนเนื้อหาก็ต้องมีใจความหลักหรือ ‘Main idea’ ในทุกๆ ย่อหน้า และในแต่ละย่อหน้านั้น จะมีเพียง ‘Main idea’ เดียวเท่านั้น (มากกว่านี้ไม่ได้)

แต่ยังไม่จบแค่นั้น!!! เราต้องเขียนเหตุผลที่จะคอยสนับสนุน ‘Main idea’ ของเรา ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3 เหตุผล และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เราต้องยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้ทฤษฎีต่างๆ มาอธิบายประกอบด้วย

ที่จริงแล้วการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษนั้นไม่ได้ยากอะไรมากมาย ขอเพียงแค่เรารู้หลักการและวิธีเขียนที่ถูกต้อง คราวนี้จะสอบกี่ที ก็มีแต่คะแนนเต็มแน่นอน

คอมเมนต์ได้เลย!