เคยไหมคะ รู้สึกว่าตัวเองภาษาอังกฤษก็ดี สามารถทำข้อสอบได้ กาเลือกคำตอบถูก คะแนนก็ได้ดี แหมฉันเก่งภาษาอังกฤษจริงๆ! แต่พอต้องพูดภาษาอังกฤษขึ้นมาทีไรเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ มือไม้อ่อน ใจสั่น สุดท้ายก็เผ่นดีกว่า มีคำกล่าวที่ว่าถ้าเราอยากจะแก้ปัญหา ก็ต้องรู้สาเหตุของปัญหา วันนี้เรามาดูกันค่ะว่าสาเหตุของปัญหานี้จะเป็นอะไรไปได้บ้าง

studyingenglish

1. พูดไม่ได้เพราะการเรียนการสอนและครูผู้สอน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักเรียนไทยหลายคนยังคงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้งๆที่เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาล จนจบมหาวิทยาลัย ปัญหานี้เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จำนวนนักเรียนต่อห้องมากเกินไป ทำให้คุณครูดูแลนักเรียนได้ไม่ทั่วถึง ปัญหาการให้ครูไทยที่ภาษาอังกฤษไม่แน่นมาสอนภาษาอังกฤษ หรือการนำแบ็คแพ็กเกอร์ชาวต่างชาติไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการสอนมาเป็นครู รวมไปถึงวิธีการสอนที่เน้นท่องจำแบบนกขุนแก้วนกขุนทอง ยัดคำศัพท์ ยัดแกรมม่า การวัดผลก็เน้นทักษะการอ่านและการฟัง (receptive skills) แต่ไม่สนใจวัดผลการพูดและการเขียน (productive skills) ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ที่ทำให้คนไทยมีมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษล้าหลังชาติอื่นๆในอาเซียน เรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับชาติเลยค่ะ

2. พูดไม่ได้เพราะความทัศนคติผิดๆของคนอื่น

“เด็กผู้ชายก็ยังงี้แหละ ไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ”

จากประสบการณ์ของผู้เขียน คุณพ่อคุณแม่บางคนจะมีทัศนคติแบบนี้ คำพูดแต่นี้ล่ะค่ะที่มีผลต่อตัวตนของคนๆหนึ่งอย่างใหญ่หลวงแบบกำหนดชีวิตได้เลย ผู้เขียนเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่เก่งเลขเอาเสียเลยค่ะ และเวลาคุณแม่คุยกับญาติ ก็มักจะพูดตอกย้ำเรื่อยว่า “เด็กผู้หญิงก็แบบนี้และ ไม่ค่อยเก่งเลข” นานวันเข้า ผู้เขียนก็เริ่มเชื่อแบบนั้นขึ้นจริงๆ และเลิกพยายามไปเลย สุดท้ายก็ตกระนาวทุกเทอมจนเรียนจบมัธยมต้น คำพูดของคนรอบๆตัวเรามีอิทธิพลมากกว่าที่คิดค่ะ ดังนั้นหากผู้ปกครองกำลังอ่านบทความนี้ ขอแนะนำว่าให้กำจัดทัศนคตินิทิ้งไป เลิกเอ่ยถึงเด็ดขาดเลยค่ะ ส่วนคนที่โตมากับคำพูดเหล่านี้จนมันฝังลึกลงไปแล้ว ขอให้คิดเสียใหม่ตอนนี้เลยค่ะว่า “มันไม่จริง” และลืมมันไปซะ มันเป็นแค่คำพูดของคนอื่นที่สะกดจิตให้เราเชื่ออย่างนั้น ทุกๆคนสามารถเก่งภาษาอังกฤษได้ หากได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และฝึกฝนอย่างถูกวิธีค่ะ

3. พูดไม่ได้เพราะแรงกดดันจากสังคม

“สำเนียงไม่ดีอย่าพูดดีมั๊ย อายคนอื่น”

พอเจอแบบนี้เข้าไป คนไทยก็เป็นอันหุบปากเงียบ ไม่อยากให้คนอื่นได้ยินเสียงตอนตัวเองพูดภาษาอังกฤษ เลิกเถอะค่ะ หมายถึงให้เลิกแคร์คนอื่นเถอะค่ะ คนพูดอะไรเราห้ามไม่ได้อยู่แล้ว เรามาสนใจพัฒนาตัวเราเองให้ดีขึ้นดีกว่า

อีกอย่างที่เป็นปัญหาคือการสนใจจะพัฒนาแต่คะแนนสอบ ซึ่งก็โทษใครไม่ได้นอกจากสังคมโดยรวม ที่วัดค่าและความสามารถของผู้คนด้วยคะแนนล้วนๆ จะสอบเข้าต้องทำ CU-TEP ให้ได้ดี อยากจะเข้ามามหาวิทยาลัยนี้ คณะนี้ TU-GET ต้องให้ผ่าน จนจบมาทำงานต้องเอาคะแนน TOEIC ไปยื่น อย่างหลังสุดนี่ถึงขนาดว่าใช้เพิ่มเงินเดือนได้กันเลยทีเดียว แล้วผลเป็นไงคะ? เราก็ต้องไปเที่ยวหาที่เรียนติวสอบ เพิ่มคะแนนเร่งด่วน เอาแบบให้คะแนนขึ้นได้ภายในสามวันเจ็ดวัน สุดท้ายแล้วคะแนนอาจจะเพิ่มได้นิดหน่อย แต่ทักษะในการสื่อสารในชีวิตจริงก็เท่าเดิม

แทนที่จะเสียเงินเพื่อเพิ่มผลคะแนนสอบ ไปหาทางพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยรวมให้ดีขึ้นแบบยั่งยืนดีกว่าค่ะ แม้คะแนนจะเพิ่มช้ากว่า แต่ทักษะที่คุณพัฒนาจะอยู่ติดตัวคุณไปตลอด และเมื่อทักษะภาษาคุณดีขึ้นแล้ว คะแนนก็จะขึ้นตามไปเองค่ะ

มีปัจจัยหลายๆอย่าง ที่ทำให้ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยล้าหลังประเทศอื่นๆในอาเซียน บางอย่างก็มาจากระบบการศึกษาที่เราอาจจะยังเอื้อมไปแก้ไม่ได้ บางอย่างก็มาจากการคาดหวังของสังคมที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่เรายังเด็กๆ แต่ว่าทุกคนสามารถเริ่มได้จากตัวเองค่ะ ขอให้เชื่อว่าตัวเองทำได้ และอย่าหวังเพิ่มคะแนนแบบเร่งด่วนแบบที่เป็นๆกันอยู่เลยนะคะ

คอมเมนต์ได้เลย!