หลักการใช้ Verb ฉบับเข้าใจง่าย

241816

การสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนถ้าจะให้เข้าใจง่ายนั้น รูปประโยคจะต้องประกอบไปด้วย ประธาน (subject) + กริยา (verb) เป็นอย่างน้อย ซึ่งบางประโยคอาจจะมี กรรม (object) หรือไม่มีก็ได้ครับ

ถ้าผมยกตัวอย่างคำต่างๆมาแล้วถามคน 100 คน ว่าคำไหนเป็นคำกริยา (Verb)บ้าง ผมว่าทั้ง 100 คนตอบได้ครับ แต่ถ้าผมถามว่าคำกริยาคืออะไร แบ่งออกได้กี่ประเภท และแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร ผมเริ่มไม่แน่ใจครับว่าจะเหลือสักที่คนที่ทราบคำตอบ (หากคุณคือกลุ่มที่ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจ ลองอ่านข้างล่างนี้ดูนะครับ)

คำกริยา หรือ Verb คือคำที่แสดงอาการของนาม (noun) หรือสรรพนาม (pronoun) ใช่แล้วครับคำไหนที่เราแปลได้ว่าเป็นการแสดงอาการ ตอบไปเลยครับว่านั่นคือ “กริยา”

verb

Verb เมื่อเราแบ่งตามหน้าที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

1. สกรรมกริยา (Transitive Verb)

คือกริยาที่ไม่สามารถทำให้ประโยคสมบูรณ์ได้ด้วยตัวของมันเอง จำเป็นต้องมีกรรม หรือวลีอื่นมารองรับ
เช่น open, read, become, look, show, lie, cleans, give, kick และอีกเยอะแยะมากมายครับ หากยกตัวอย่างวันนี้ไม่จบบทแน่ครับ

  • Shall I close the window?
ผมปิดหน้าต่างได้ไหม? (ถ้ากริยา“ปิด”นี้ ไม่มีกรรมมารองรับ จะกลายเป็น ผมปิด? อ้าว! ปิดอะไรละครับ งงเลยละสิ)
  • I give the gift to you.
ฉันให้ของขวัญแก่คุณ (ถ้าผมเล่าให้ฟังแค่ว่า “เมื่อวานฉันให้” คนฟังคงค้างคาใจมากนะครับว่าผมให้อะไร)
  • When did you buy it?
คุณซื้อมันมาเมื่อไร? (มันในที่นี่คือสิ่งที่ผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่าคืออะไร)

2. อกรรมกริยา (Intransitive Verb)

คือกริยาที่สามารถทำให้ประโยคสมบูรณ์ได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องมีกรรม หรือวลีอื่นมารองรับ
เช่น run, smile, cry, swim, walk, jump, stand, breathe อีกเยอะแยะมากกมายอีกเช่นกันครับ

  • Who comes?
ใครมาอ่ะ? (เห็นไหมครับ ว่าแค่ถามว่าใครมา เราก็สามารถเข้าใจความหมายแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีอะไรมารองรับ comes)
  • Wow! Look over there. He is dancing.
ว้าว! ดูนั่นสิ เขากำลังเต้น (จากประโยคไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงการเต้นเลยใช่ไหมครับ แค่บอกว่าเต้นก็เข้าใจแล้ว)
  • We were very sad to hear of his death.
พวกเราเสียใจเป็นอย่างมากที่ทราบว่าเขาเสียชีวิต (ความจริงแค่บอกว่าพวกเราเสียใจ ก็ทำให้ประโยคสมบูรณ์แล้ว แต่ในตัวอย่างมีส่วนขยายที่บอกว่าทำไมพวกเราถึงเสียใจ)

3. กริยาช่วย (Auxiliary Verb หรือ Helping Verb)

คือกริยาที่มีเพื่อทำให้ประโยคถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักภาษา (โดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง tenses ซะมากกว่า) หรือมีเพื่อเพื่อช่วยกริยาตัวอื่นในประโยค ซึ่งสังเกตได้ว่ากริยาแท้จะสามารถอยู่ได้โดยไม่มีกริยาช่วย แต่กริยาช่วยจะไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากกริยาแท้ มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

Example Example
V. to be is (เป็น,อยู่, คือ) The movie is showing. was (เป็น,อยู่, คือ) was late.
am (เป็น,อยู่, คือ) I am student. were (เป็น,อยู่, คือ) If I were you,I would study more.
are (เป็น,อยู่, คือ) He and I are brothers.
V. to do do (ทำ) Do they play football ? did (ทำ) Did you know?
does (ทำ) She does her homework.
V. to have have (มี) have no money. had (มี) She had a baby.
has (มี) My house has two bed rooms.
Modal verb will I will go to scool. would (จะ) I would go to scool.
(จะเกิดขึ้นแน่นอน) (เป็นรูปอนาคต) (เป็นรูปอดีต คือเล่าถึงอดีต)
can (สามารถ) We can’t change the schedule could (สามารถ) could swim
shall (น่าจะ) What shall I do? should (น่าจะ) She should listen more.
may (อาจจะ) May I help you? might (อาจจะ) He might be our new teacher.
must (ต้อง) You must keep your room clean.
ought to (ควรทำ) You ought to have read the book.
dare (กล้าที่จะ) Dare to dream.
need (ต้องการ) There is no need for him to work.
use to (เคย) Did you use to live here?

 

คำกริยา สามารถแบ่งออกได้ตามช่วงเวลาของเหตุการณ์ได้ 3 ช่วง เราเรียกว่า กริยา 3 ช่อง

กริยาช่องที่ 1 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กริยาช่องที่ 2 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
กริยาช่องที่ 3 ใช้กล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปอย่างสมบูรณ์ทั้งในปัจจุบันและอดีต (Perfect tenses) หรือ ประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)

ดูตารางคำศัพท์กริยา 3 ช่องได้ที่นี่

Verb เป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่เนื้อหาค่อนข้างเยอะเนื่องจากเนื้อหาเรื่อง Verb จะเป็นไปเชื่อมโยงกับบทอื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Tenses หรือเรื่องของ Passive Voice โดยเฉพาะเรื่องของ Tenses คือถ้าTenses ต่างรายละเอียดการใช้ Verb ก็จะต่างกันออกไป ซึ่งเป็นไปได้ยากครับที่เราจะเข้าใจเรื่องของ Verb ทันทีตั้งแต่ที่เริ่มศึกษา แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ

เพียงแค่เราใช้ภาษาบ่อยๆสักวันเราก็จะใช้ภาษาได้คล่องครับ อย่างที่มีคนเคยบอก อยากเก่งเขียน ต้องอ่านให้เยอะ อยากกินพูด ต้องฟังให้เยอะ เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะอยากเก่งอะไรก็ตามก็แค่ฝึกในด้านนั้นๆเยอะๆครับ

ลองอ่านเกี่ยวกับ Passive Voice ได้ที่นี่

คอมเมนต์ได้เลย!