มาออกเสียงคำกริยาเติม ed ให้ถูกต้องกันเถอะ

9586

บทความนี้ DailyEnglish ขอนำเสนอการใช้ภาษาอังกฤษที่เบสิคมากๆ แต่ก็ยังสับสนกันอยู่ นั่นคือการออกเสียงคำกริยาที่เติม ed ท้ายคำ หรือคำกริยาในรูป past (กริยาช่อง 2) และคำกริยาในรูป past participle (กริยาช่อง 3) เช่น stopped talked และ learned เป็นต้น

ทุกคนอาจเคยสังเกตว่าคำกริยาเติม ed บางทีก็ออกเสียง t (ท) บางทีก็ออกเสียง d (ด) หรือไม่ก็ออกเสียง id (อิด) เหมือนเป็นอีกหนึ่งพยางค์  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำไหนออกเสียงอะไรถึงจะถูกกันล่ะ?

edpronunciation

ก่อนอื่นเราต้องดูว่าคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง (voiced) เช่น b  m  w  v  d  n  l  z  r  j  g หรือ สียงไม่ก้อง (voiceless) เช่น p  f  t  s  sh  ch  k

ทีนี้เรามาดูหลักการออกเสียงคำกริยาเติม ed กัน มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ:

1. ออกเสียง t

(ออกเสียงคล้ายๆ ถึ แต่ไม่ถึงกับออกเสียงสระอึ) ก็ต่อเมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง เช่น p  f  s  sh  ch  k แต่ยกเว้น t  ตัวอย่างเช่น

  • Talked (ทอคท) ลงท้ายด้วยเสียง k  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น t
  • Kissed (คิสท) ลงท้ายด้วยเสียง s  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น t
  • Stopped (สต็อพท) แม้จะลงท้ายด้วย p สองตัวแต่ออกเสียง p แค่ตัวเดียว  และออกเสียง ed เป็น t  สต็อพผิด สต็อพเผ็ด ไม่มีนะ! สต็อปเป็ด ก็ไม่มี!!

2. ออกเสียง d

(ออกเสียงคล้ายๆ ดึ แต่ไม่ถึงกับออกเสียงสระอึ) ก็ต่อเมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง เช่น  b  m  w  v  n  l  z  r  j  g แต่ยกเว้น d  ตัวอย่างเช่น

  • Learned (เลิร์นด) ลงท้ายด้วยเสียง n  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น d
  • Loved (เลิฟด) ลงท้ายด้วยเสียง v  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น d
  • Occurred (เอิกเคอร์ด) แม้จะมี r สองตัว  ed ก็ยังออกเสียงเป็น d  ไม่มีเอิกเคอร์ริด

3. ออกเสียง id (อิด)

ก็ต่อเมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง t หรือ d ตัวอย่างเช่น

  • Tested (เทสทิด) ลงท้ายด้วยเสียง t  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น id
  • Needed (นีดิด) ลงท้ายด้วยเสียง d  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น id
  • Submitted (เสิบมิทิด) ลงท้ายด้วยเสียง t  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น id

หลักการออกเสียงคำกริยาเติม ed ก็มีแค่นี้แหละ  แต่เดี๋ยวก่อน! มีข้อยกเว้นด้วย  มีบางคำที่ลงท้ายด้วย ed แต่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) และออกเสียง ed เป็น id ตัวอย่างคำประเภทนี้เช่น

  • Dogged (ดอกิ่ด) หมายถึง ดื้อรั้น  เช่น  a dogged student (นักเรียนหัวรั้น)
  • Learned (เลอร์นิ่ด) หมายถึง มีความรู้  เช่น  a learned man (ชายที่มีความรู้)
  • Naked (เนคิ่ด) หมายถึง เปลือย เช่น  naked eye (ตาเปล่า)
  • Ragged (แรกิ่ด) หมายถึง เก่าและขาด  ขรุขระ  เช่น  ragged cloth (ผ้าที่เก่าและขาด)
  • Wicked (วิคิ่ด) หมายถึง ชั่วร้าย  เช่น  a wicked politician (นักการเมืองชั่วร้าย)
  • Wretched (เรทชิ่ด) หมายถึง เคราะห์ร้าย  เช่น  a wretched boy (เด็กผู้เคราะห์ร้าย)

สังเกตว่าคำว่า learned เมื่อทำหน้าที่เป็นคำกริยาออกเสียง เลิร์นด  แต่เมื่อทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ออกเสียง เลอร์นิด

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลักการออกเสียงคำกริยาที่ลงท้ายด้วย ed ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ  พอรู้หลักแล้วอย่าลืมเอาไปฝึกใช้กันด้วยนะครับ

คอมเมนท์กันได้เลย!

ความเห็น

หนุ่มหน้าใส (ด้วยกล้อง) ชอบภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รักการท่องเที่ยว บูชาช็อกโกแลต กำลังวิ่งตามความฝัน คือการเป็นนักวิจัยในต่างแดน