4 วิธีพูดถึงอนาคต เป็นภาษาอังกฤษ

41085

หากพูดถึงเรื่องของอนาคตในภาษาอังกฤษ เชื่อว่าหลายคนจะนึกเหล่า Future tense พวก will หรือ going to กันใช่มั้ยคะ แต่รู้หรือไม่ว่า หากเราต้องการพูดเรื่องอนาคตบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องใช้แค่ will หรือ going to ก็ได้ เพราะจริงๆแล้ววิธีการพูดถึงอนาคตเป็นภาษาอังกฤษมีถึง 4 วิธีแน่ะ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีความแตกต่างกันอยู่ตามบริบทต่างๆ วันนี้เราจะมาสอนทั้ง 4 วิธีนี้ให้ทุกคนได้สามารถนำไปลองใช้กันดูนะคะ

talking-about-the-future

วิธีที่ 1 พูดถึงอนาคตโดยใช้ will

ปกติแล้วเราจะใช้ will ในการพูดถึงอนาคตทั่วไปความแน่นอนยังมีไม่มาก อาจทำหรือไม่ทำก็ได้

เช่น She will be on the train tomorrow. (เธอจะอยู่บนรถไฟพรุ่งนี้)

แบบนี้ยังไม่มีความแน่นอน คือเหมือนรู้ว่าเธอน่าจะอยู่บนรถไฟพรุ่งนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่แน่ใจ 100
ถ้าจะให้เจาะจงกว่านี้คือ เป็นสิ่งที่เราตัดสินใจที่จะทำ หรือกะจะทำ

เช่น ตอนเราเดินขึ้นบันไดเห็นฝรั่งคนหนึ่งถือของมาพะรุงพะรัง เราอยากช่วยเข้าเราก็จะพูดว่า

“Come on. I will carry it for you” (มาสิ ฉันจะถือให้คุณ)
เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน เห็นปุ๊ปก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะช่วยเขาถือของ

หรือ I will phone you tomorrow. (ฉันจะโทรหาคุณพรุ่งนี้)
ก็แสดงให้เห็นว่าฉันกะจะโทรหาเธอพรุ่งนี้ แต่ความแน่นอน เราตัดสินใจ ณ ตอนนั้น

วิธีที่ 2 พูดถึงอนาคตโดยใช้ V. to be + going to V.

วิธีนี้จะเป็นการพูดถึงอนาคตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เหมือนเป็นสิ่งที่ตัดสินใจ หรือวางแผนว่าจะทำอยู่แล้ว
เช่น I am going to buy some fruit next week. (ฉันจะไปซื้อผลไม้อาทิตย์หน้า ซึ่งเป็นการ

วางแผน มีความเป็นไปได้สูง ชนิดที่ว่า พรุ่งนี้ถ้าเธอไปเดินๆแถวตลาดจะเจอฉันเดินซื้อผลไม้อยู่แน่ๆ)

Sarah is going to sell her dress. (ซาร่าจะขายชุดเดรสของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอวางแผนไว้
แล้วว่าจะทำแน่ๆ 100%)

นอกจากนี้ going to จะใช้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ แบบมีหลักฐาน หรือร่องรอบให้เห็นชัดเจน
เช่น ถ้าอยู่ๆเราเห็นเมฆลอยทะมึนๆมาเราก็สามารถพูดได้ว่า “It is going to rain” (ฝนกำลังจะตกเพราะเราเห็นเมฆตั้งเค้ามาแล้ว)

หรือ เรามีนัดตอน 8 โมงเช้า แต่เพราะมัวเขียนคิ้วไม่ได้รูปเสียที ดูนาฬิกาอีกทีก็ตกใจเพราะตอนนี้ 7.50 แล้ว        เราก็สามารถตะโกนออกมาด้วยความตกใจได้ว่า “I’m going to be late” (ฉันกำลังจะสายแล้ว เห็นหลักฐานทนโท่ว่ายังเขียนคิ้วได้ข้างเดียว แล้วตอนนี้เหลืออีกสิบนาทีกว่าจะเดินทางถึงที่นัดอีก สายแน่ๆ)

วิธีที่ 3 พูดถึงอนาคตโดยใช้ Present Continuous

บางคนอาจคุ้นเคยแค่ว่า Tense นี้ใช้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดถึงไม่ใช่เหรอ ความจริงแล้วไวยากรณ์นี้จะใช้พูดถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดในเร็วๆนี้ได้เหมือนกันค่ะ เพียงแต่เรื่องระยะเวลาจะหมายถึงในช่วงเวลาใกล้ๆนี้ เหตุการณ์จะเกิดขึ้นช่วงนี้ ถ้าเป็นสิ่งที่วางแผนในระยะยาวว่ากว่าจะเกิดอีกนานจะไม่นิยมใช้ Present Continuous ในการบอก อีกอย่างที่สังเกตได้ง่ายก็คือมักมีคำบอกเวลาแนบมาด้วย อย่าง next week, tomorrow, this morning เพื่อกันความสับสน

เช่น We are having dinner next week.
(ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังทานข้าวเย็นในอาทิตย์หน้า แต่หมายถึง เราจะทานข้าวเย็นด้วยกันในอาทิตย์หน้า)

Are you meeting with George this evening?
(ประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงคุณกำลังมีประชุมกับจอร์จเย็นนี้รึเปล่า แต่ถามว่า เย็นนี้คุณจะไปประชุมกับจอร์จใช่มั้ย)

ลองอ่าน: หลักการใช้ Present Continuous Tense ฉบับเข้าใจง่าย

วิธีที่ 4 พูดถึงอนาคตโดยใช้ Present Simple

อันนี้บางคนอาจจะงงตาแตกไปเลยว่า อ้าว เฮ้ยเอามาใช้พูดถึงอนาคตได้ยังไงกันไอ้ Tense นี้ จริงๆแล้วการนำ Present Simple มาใช้พูดเรื่องอนาคตนี้ก็มีข้อจำกัดที่ใช้เฉพาะบางกรณีเท่านั้นนะคะ ซึ่งกรณีนี้ที่จะพูดถึงกรณีเดียวก็คือเรื่องของสิ่งที่เป็นตารางเวลาแน่นอน เช่นพวก ตารางเวลาของรถเมล์ เครื่องบิน รถไฟ หนัง คอนเสิร์ต อะไรพวกนี้ เราจะใช้ Present Simple ทั้งสิ้น

เช่น The train arrives at 1.30 P.M. (รถไฟจะมาถึงเวลาบ่ายโมงครึ่ง)

The musical starts at 8 o’clock. (ละครเวทีจะเริ่มเวลาแปดโมง)

What time does your flight depart? (เที่ยวบินของคุณจะออกจากสนามบินกี่โมง)

ลองอ่าน: หลักการใช้ Present Simple Tense ฉบับเข้าใจง่าย

เป็นอย่างไรบ้างคะ บอกแล้วว่าการพูดถึงอนาคตไม่ใช่จะใช้เพียงแค่ will กับ going to เท่านั้น ถ้าเวลาเปลี่ยน ความแน่นอนมากน้อย เราก็ต้องใช้วิธีแตกต่างกันไปแล้วแต่ความเหมาะสม หลังจากนี้เวลาเราจะพูดถึงอะไรที่เกี่ยวกับอนาคตหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ลองสังเกตดูนะคะว่าจะใช้วิธีไหน ค่อยๆทดลองใช้กันไป ไม่นานก็จะเคยชินไปเอง แล้วใช้ได้โดยอัตโนมัติแน่นอน

คอมเมนต์ได้เลย!