หลักการใช้ Present Continuous Tense ฉบับเข้าใจง่าย

128431

อะไรเอ่ย เป็นปัจจุบันยิ่งกว่า Present Simple tense? พอจะตอบกันได้ไหมคะ ถ้าตอบได้แสดงว่าคุณเองคงจะพอรู้ๆเรื่องราวที่พวกเรา DailyEnglish กำลังจะพูดถึงกันต่อไปนี้ แต่ถ้าไม่ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ มาเรียนและทบทวนไปพร้อมๆกันนะคะ

อธิบายชื่อเสียก่อนเลยละกันจะได้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น Present Continuous Tense หรือบางคนอาจะคุ้นหูในชื่อ Present Progressive ก็ไม่แปลกค่ะ เพราะชื่อต่างแต่หน้าตาและหน้าที่เหมือนกันเด๊ะ

คำว่า Present ในที่นี้แปลว่า ปัจจุบัน
continuous /progressive ในที่นี้แปลว่า ต่อเนื่อง

อธิบายแต่ชื่ออาจจะยังนึกไม่ออกลองไปดูหน้าตากันเลยดีกว่า

I am working for CBT Company right now. (ตอนนี้ฉันกำลังทำงานให้กับบริษัทซีบีทีอยู่)
She is doing her homework. (เธอกำลังทำการบ้านของเธออยู่)

พอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างแล้วหรือยัง (เดาว่าต้องมีบางคนตอบว่ายังแน่ๆ ) สังเกตดูความหมายของประโยคนะคะว่ามีอะไรที่เหมือนกัน

ทั้งสองประโยคนี้นำมาซึ่งกรณีอันเป็นเอกลักษณ์ของ Present Continuous Tense ดังนี้:

Present continuous tense

กรณีที่ 1: เป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น และเหตุการณ์นั้นยังไม่จบไป

ตัวอย่างเพิ่มเติมอย่างเช่น
Please be quiet! The teacher is teaching (กรุณาเงียบหน่อยได้ไหม ครูกำลังสอนอยู่นะ)
I am trying to fix this car. (ฉันกำลังพยายามจะซ่อมรถคันนี้อยู่)

แต่ถ้ามาลงลึกๆ ไอ้คำว่า กำลังทำ ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการกระทำที่เกิดตอนที่เรากำลังพูดตอนนี้เท่านั้นนะคะ แต่รวมถึงการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลานั้นก็ได้ บางครั้งเราเลยมักเห็นคำจำพวก today, this week, this month, this year, this three month etc. พ่วงติดท้ายมาบ้าง

เช่น
A: Betty is studying hard this week. (เบ็ตตี้ตั้งใจเรียนเรียนมากๆเลยนะสัปดาห์นี้)
B: Yeah, of course. She is going to have the exam next week.
(แหงล่ะ ก็อาทิตย์หน้าเธอมีสอบน่ะสิ)

อย่าเพิ่งสงสารโชคชะตาอันอาภัพของเบ็ตตี้ ลองมาสังเกตดูตัวอย่างข้างต้นนะคะ ที่ A บอกว่าสัปดาห์นี้เบ็ตตี้ตั้งใจเรียนมากๆ ไม่ได้หมายความว่าในขณะที่ A พูดเบ็ตตี้กำลังนั่งอ่านหนังสืองกๆอยู่ แต่ช่วงเวลาหลายวันอาจตั้งแต่จันทร์ถึงวันนี้ที่ผ่านมาเกือบอาทิตย์ A เห็นเบ็ตตี้ตั้งใจเรียนมากต่างหาก

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งค่ะเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
Wipa wants to go to France, so she is learning French.
(วิภาอยากไปฝรั่งเศส ดังนั้นเธอก็กำลังเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่)
เรียนในที่นี้วิภาอาจไม่ได้กำลังเรียนในขณะที่ผู้พูดพูดก็ได้ เพียงแค่ช่วงนี้เธอกำลังเรียนอยู่เท่านั้น

กรณีที่ 2: การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

โดยเรามักจะเจอกริยาพวกนี้ที่จะแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้กำลังจะเกิดในไม่ช้า อย่างเช่น
get = ได้รับ / เข้าใจ     change = เปลี่ยน      become = กลายเป็น
increase = เพิ่มขึ้น      rise = สูงขึ้น/ลุกขึ้น/ปรากฏ      fall = หล่น / ร่วง/ตก
grow = เติบโต      improve= ทำให้ดีขึ้น     begin = เริ่ม      start = เริ่ม

เช่น
It is starting to rain. (ฝนกำลังจะเริ่มตกแล้ว)
Your English is getting better. (ภาษาอังกฤษของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ)
Everything is changing. (ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป)

กรณีที่ 3: การกระทำที่แสนซ้ำซากจนน่าเบื่อ

ไอ้การกระทำนี้จะทำบ่อยจนคล้ายกิจวัตร เลยมักสับสนกับ Present Simple แต่ที่ต่างคือสิ่งที่ทำมันมากเกินพอดี

เช่น
Patrick is always coming to work late. (แพททริกมาทำงานสายตลอดเลย)
My mother is constantly complaining. (แม่ฉันนี่บ่นได้แบบไม่หยุดไม่หย่อนเลย)

สองประโยคด้านบนแม้เป็นเหตุการณ์ที่ทำเป็นประจำ แต่ลักษณะกิจกรรมมันมากเกินพอดีไปเลยให้มาใช้ Present Continuous Tense แทน

สิ่งที่ควรสังเกตว่าเมื่อไหร่จะใช้ Present Simple หรือเมื่อไหร่จะใช้ Present Continuous Tense

1. เนื้อหาบริบทของประโยคที่ดูแล้วเป็นกิจวัตรที่เกินพอดี หรือมากเกินไป
2. มี Adverb บอกความต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น always, constantly, continually, endlessly หรือ phrases ที่บอกถึงความบ่อยเกินไปของกิจวัตรนั้นๆ อย่าง all the time, every minutes etc.

อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่ากริยา (Verb) ทุกตัวจะสามารถนำมาใช้กับ Present Continuous ได้ มีกริยาบางประเภทที่เป็นข้อยกเว้น ได้แก่

  • กริยาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส หรือความรู้สึก เช่น
    fear hate hope like love prefer want wish
  • กริยาเพื่อแสดงความเห็น เช่น
    assume believe consider
  • กริยาเกี่ยวกับสภาวะภายในจิตใจหรือในสมอง เช่น
    forget imagine know notice remember understand
  • กริยาเกี่ยวกับการวัดปริมาณ เช่น
    contain cost measure weigh

เพราะอะไรกริยาเหล่านี้ถึงเป็นข้อยกเว้น?
ลองมาดูเล่นๆซักสองประโยคก็ได้ค่ะ เอากริยาที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง know ที่แปลว่า รู้/รู้จัก กับ like ที่แปลว่า ชอบ
I know him. (ฉันรู้จักเขา ไม่ใช่ I am knowing him.)
I like ice cream. (ฉันชอบกินไอศกรีม ไม่ใช่ I am liking ice cream.)

กริยาเหล่านี้เรียกอีกแบบว่า stative verb มีหน้าที่เพื่อบอกสภาพ สภาวะ ความรู้สึก สถานะ ไม่ได้แสดงออกมาในรูปของการกระทำ หรือการเคลื่อนไหวเหมือนกริยาอื่นๆ จึงไม่สามารถแสดงความต่อเนื่องได้เหมือนอย่างกริยา walk, run, study etc. นั่นเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถนำมาใช้กับ Present Continuous ได้นั่นเอง

นี่เป็นเรื่องราวของ Present Continuous Tense / Present Progressive ที่เอามาเล่าให้กันฟัง ถ้ายังไม่เข้าใจลองกลับไปอ่านใหม่อีกครั้งนะคะ ดูตัวอย่างให้ดีๆ แต่ถ้าอ่านอีกรอบแล้วยังไม่เข้าใจหรืออยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมก็ comment หรือ inbox มาถามได้เสมอค่ะ ลองอ่านเกี่ยวกับไวยากรณ์อื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ

คอมเมนต์ได้เลย!