เสียใจในภาษาอังกฤษ ไม่มีแค่ “Sad” อย่างเดียวนะ

190393

เวลาเกิดเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หรือใครมาทำอะไรให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ แน่นอนว่าเราต้องมีอาการ “เสียใจ” บ้างแน่ๆ พูดถึงคำว่า “เสียใจ” ในภาษาไทยยังมีคำที่มีความหมายเดียวกันนี้อีกหลายคำ ไม่ว่าจะเศร้าโศก โทมนัส ระทม สลด อาดูร ฯลฯ แล้วแต่จะใช้ในความหมายหรือในบริบทไหน  ในเมื่อภาษาไทยยังมีหลายคำแล้วทำไมภาษาอังกฤษจะมีหลายคำบ้างไม่ได้จริงไหมคะ

วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับคำเศร้าๆในภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่คำว่า “Sad” กัน จะได้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลายและตรงกับความต้องการยังไงล่ะคะ ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีคำอะไรกันบ้าง

sadinenglish

มาที่คำแรกกันก่อนเลย เป็นคำที่คุ้นหูทุกคนแน่นอน นั่นก็คือคำว่า…

1. Sorry

คำนี้ไม่ได้แปลว่าขอโทษอย่างเดียวนะจ๊ะ เพราะยังแปลว่า “เสียใจ” ได้อีกด้วย เช่น ในประโยคที่ว่า

– I’m sorry to hear that..  ประโยคนี้แปลว่า ฉันเสียใจที่ได้ยินอย่างนั้น, ฉันเสียใจกับเรื่องนั้น ใช้ในกรณีที่คุณอาจได้ยินข่าวร้ายหรือเรื่องไม่ดีมา แล้วอยากแสดงความเสียใจกับคู่สนทนา ก็สามารถใช้ประโยคนี้ได้ มันไม่ได้แปลว่า ฉันขอโทษที่ได้ยินอย่างนั้นนะจ๊ะ

2. Regret

แปลว่าเศร้าเสียใจเหมือนกัน แต่เราอาจไม่ค่อยได้ยินกันบ่อยนัก เพราะไม่ค่อยมีคนใช้กัน จริงๆความหมายของมันก็เหมือนกับคำว่า “Sorry” คือเป็นการแสดงความเสียใจ แต่ก็ไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียว เพราะคำว่า Sorry สามารถใช้ในความหมายของคำว่า “ขอโทษ” ได้ด้วย แต่ Regret ใช้ได้ในความหมายว่าเสียใจเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างประโยค…

– You’ll regret it someday. ประโยคนี้แปลว่า แล้วคุณจะต้องเสียใจเข้าสักวัน การใช้คำนี้ก็เหมือนกับคำว่า “Sad” เลยค่ะ แต่มันจะทำให้ประโยคดูดีมีระดับขึ้นมาอีกนิดนึง

ส่วนคำที่มี “regret” ในคำหน้าก็มีอยู่หลายคำเลยทีเดียวค่ะ เช่น

  • regretful เป็น adj แปลว่า น่าเสียใจ
  • regretfully เป็น adv แปลว่า อย่างผิดหวัง
  • regrettable เป็น adj แปลว่า น่าสลดใจ
  • regrettably เป็น adv แปลว่า น่าสลดใจ
  • regretfulness เป็น n แปลว่า การคร่ำครวญ

3. Condolence

เป็นคำนามที่ใช้แสดงความเสียใจเช่นกัน แต่ใช้ในระดับที่เป็นทางการขึ้นมาอีก ไม่นิยมใช้กันเองกับกลุ่มเพื่อนๆหรือคนรู้จักที่สนิทสนมกันมากๆนะคะ เพราะคำนี้ค่อนข้างเป็นทางการ ใช้เวลากล่าวคำเสียใจกับผู้ที่ได้รับความสูญเสีย เหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น เช่น เวลาที่เราไปงานศพใคร หากเราพูดกับญาติๆว่า I’m sorry for your loss. หมายถึง ฉันเสียใจกับการสูญเสียของคุณ ก็ได้เช่นกัน แต่อาจฟังดูห้วนๆ ไปหน่อย ลองเปลี่ยนมาใช้ My heart felt condolences to you and your family. ให้ความหมายประมาณว่า ฉันเสียใจกับคุณและครอบครัวของคุณด้วยนะคะ ประโยคจะฟังดูซอฟต์ขึ้นอีกเป็นกองเลยล่ะค่ะ

4. Sorrow

เป็นอีกคำที่แปลว่า เสียใจ แต่เป็นความเสียใจที่มากกว่าเสียใจธรรมดาไปอีกหนึ่งสเต็ป หรือจะพูดเป็นภาษาไทยก็คือความโศกเศร้านั่นเอง ตัวอย่างประโยค…

– She looked at him with sorrow. แปลว่า เธอมองดูเขาด้วยความเศร้าสร้อย

หรืออีกหนึ่งประโยคคลาสสิคที่เราได้ยินกันบ่อยๆก็คือ

– A day of sorrow is longer than a month of joy. หมายความว่า หนึ่งวันแห่งความโศกเศร้า ยาวนานกว่าหนึ่งเดือนแห่งความสุข. เป็นสุภาษิตที่เปรียบเทียบให้เห็นว่าเวลาเรารู้สึกเศร้านั้น เราจะรู้สึกเหมือนกับว่าเวลามันเดินผ่านไปอย่างช้ามากๆ ตรงข้ามกับในตอนที่เรากำลังมีความสุข เพราะมันเหมือนกับว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินนั่นเองค่ะ

 5. Get the blue

เป็นอีกหนึ่งคำแปลกที่หมายถึงความโศกเศร้าเสียใจเหมือนกัน แต่สงสัยหรือเปล่าคะว่าทำไมถึงเอาคำว่า “Blue” ซึ่งหมายถึงสีน้ำเงิน มาใช้ในความหมายนี้ ทั้งที่สี Blue เป็นสีของท้องฟ้า น่าจะหมายถึงความร่าเริงสดใสสิ

จริงๆแล้วคำว่า Blue มีรากศัพท์มาจากคำว่า Blau ในภาษาอังกฤษโบราณ ที่หมายถึง สีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นสีของท้องทะเลหรือมหาสมุทร แต่มีอยู่ในช่วงหนึ่งที่ชาวตะวันตกนิยมตกแต่งโบสถ์ด้วยผ้าหรือดอกไม้สีน้ำเงิน เพื่อรำลึกถึงความตายของพระเยซู ตั้งแต่นั้นมา คำว่า Blue จึงเป็นตัวแทนของความเศร้ามาโดยตลอดค่ะ และยังมีอีกหนึ่งที่มาก็คือ ในสมัยก่อน คนมักจะเดินทางด้วยเรือ และหากในขณะที่เดินเรือนั้นมีคนในเรือเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกัปตัน นายทหารเรือ หรือใครก็แล้วแต่ จะมีการชักธงสีฟ้าขึ้น และทาด้านนอกของเรือด้วยสีน้ำเงิน เพื่อเป็นการไว้อาลัย และแจ้งให้ผู้ที่อยู่บนบกทราบก่อนที่เอจะเทียบฝั่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สี Blue ก็เลยกลายเป็นตัวแทนของความเศร้าค่ะ เช่น

– Today I’m feeling Blue. แปลง่ายๆว่า วันนี้ฉันรู้สึกเศร้าๆนั่นเอง ประโยคจะฟังดูเก๋กว่าการใช้ Sad นะคะ  และหากใครเคยฟังเพลง When I Fall in Love ของ แมทธิว ดีน ก็คงเคยได้ยินท่อนฮุคในเพลงที่ว่า When I fall in love with you. Anything is out of the blue.  หมายถึง เมื่อฉันตกหลุมรักเธอ ทุกๆสิ่งก็ดูจะสดใสไปหมด แต่ในเพลงจะไม่พูดออกมาตรงๆว่า สดใส แต่ใช้คำว่า out of the blue. ซึ่งก็คือ ไม่เศร้าไม่เสียใจนั่นเองค่ะ

6. Hurt

เป็นคำกริยาที่แปลว่า เจ็บปวด เจ็บใจ หรือผิดหวังเสียใจ แต่หากเป็นคำนามก็จะหมายถึงการทำร้ายหรือการทำให้เจ็บนั่นเองค่ะ เป็นอีกคำหนึ่งที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆเช่นกัน ไปดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า…

– However many times I’m hurt, I still choose you. แปลว่า ไม่ว่าฉันจะเสียใจสักกี่ครั้ง ฉันก็ยังเลือกคุณอยู่ดี

– I don’t want to hurt you. แปลว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอเสียใจนะ หรือจะแปลว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเธอ ก็ได้เหมือนกัน

7. Grieve

คำนี้เป็นกริยา แปลว่า รู้สึกเศร้ามาก แต่ต้องระวัง เพราะคำนี้มี 2 คือเสียใจ, สลดใจ หรือ ทำให้เสียใจ ทำให้สลดใจ

ตัวอย่างประโยค เช่น…

– She’d let herself grieve for a day. ประโยคนี้จะใช้คำว่า grieve ในความหมายที่แปลว่าเสียใจ ทั้งประโยคนี้จึงแปลได้ว่า เธอปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าทั้งวัน

– You grieve me by your words. ประโยคนี้ใช้คำว่า grieve ในความหมายที่แปลว่า ทำให้เสียใจ ทั้งประโยคจึงแปลได้ว่า คำพูดของเธอทำให้ฉันเสียใจ

ดังนั้นต้องดูดีๆนะคะ คำเดียวกันเป๊ะ แต่ใช้ในบริบทต่างกันนิดเดียวความหมายก็เปลี่ยนแล้วล่ะค่ะ

วลีที่มี “grieve” อยู่ด้วยก็มีหลายวลีอีกเช่นเดียวกันค่ะ ไปดูกันว่ามีอะไรและมีความหมายว่ายังไงกันบ้าง

  • grieve for เป็น phrasal verb แปลว่า แสดงความเสียใจกับ…
  • grieve over เป็น phrasal verb แปลว่า รู้สึกเสียใจกับ…
  • griever เป็น noun แปลว่า  คนเศร้าโศก
  • aggrieved เป็น adjective แปลว่า ซึ่งเสียใจ

เห็นไหมคะบอกแล้วว่าเสียใจในภาษาอังกฤษไม่ได้มีแค่คำว่า “Sad” เพียงอย่างเดียว เพราะภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทยเรานั่นแหละ มีเสียใจมาก เสียใจน้อย เสียใจสุดๆ เสียใจอย่างเป็นทางการและเสียใจอย่างไม่เป็นทางการ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้คำไหนให้เหมาะสมกับรูปประโยค และกาลเทศะ

จริงๆยังมีคำอีกมากมายที่แปลว่าเสียใจแต่ไม่ได้เอามากล่าวถึง  แต่คำที่กล่าวมานี้เป็นคำที่มีใช้กันอยู่ในหนังสือ หรือบทเพลง แต่คนไม่ค่อยเอามาใช้พูดกัน DailyEnglish จึงนำมาให้ทุกคนได้รู้จัก เพราะฉะนั้นรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้กันนะจ๊ะ รับรองว่านำไปใช้แล้วจะกลายเป็นคนเก๋ๆ ดูรอบรู้ขึ้นมาทันที ไม่มี Sad แน่นอน

คอมเมนต์ได้เลย!