10 บทเพลงเก่าและเรื่องเล่าที่แฝงเอาไว้ในภาษาอังกฤษ

1838

บทเพลงดีๆ บางบทนั้นเมื่อฟังแล้วก็อาจจะเผลออมยิ้มหรือรู้สึกเศร้าใจไปตามน้ำเสียงของนักร้อง แต่รู้กันไหมคะว่าเสน่ห์ของบทเพลงในวันวานนั้นจะอยู่ที่เทคนิคการเล่าเรื่องของฝรั่งเขาค่ะ บางเพลงนั้นฟังแล้วเหมือนเราได้ดูหนังจบไปเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนมีเพลงอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้นก็ตามมาดู…เอ๊ย มาฟังกันเลยค่ะ

ปล. อยากฟังเพลงไหน เอาชื่อเพลงไป search ใน YouTube ได้เลยนะ!

oldenglishsongs

1. Tie a Yellow Ribbon Round the Ole Oak Tree

สำหรับบทเพลงนี้ ถ้าหากได้ลองฟังดีๆ แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้บทเพลงที่ฟังสนุก ดนตรีสบายๆ แบบนี้มีเรื่องราวของความรักซ่อนอยู่ เรื่องของเรื่องนั้นเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งพ้นโทษจากคุกได้ไม่นานและกำลังจะกลับไปที่บ้านของเขา แต่ระหว่างที่เขาเดินทางกลับบ้านนั้นชายหนุ่มคนนี้ก็เกิดอาการกังวลค่ะ ว่าภรรยาที่รักของเขานั้นจะยังรักเขาเหมือนเดิมหรือเปล่าเพราะ ก่อนที่เขาจะออกมาจากคุกนั้น หนุ่มคนนี้เขาเคยขอร้องภรรยาไว้ว่า “หากยังรักเขาเหมือนเดิม ให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่ต้นโอ๊คนะ” ก็เลยต้องมาลุ้นกันหน่อยว่าจะมีริบบิ้นผูกอยู่หรือไม่ และผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ช่างดีต่อใจคนฟังจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่เขาเห็นคือ “Wow, a hundred yellow ribbons ‘Round the old, the old oak tree” นั่นเองค่ะ

2. Leaving on a Jet Plane

เป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่หน่วงใจคนฟังไม่น้อย ด้วยทำนองที่รื่นหูแต่เสียงร้องและเนื้อเพลงกลับอ้อนวอนจนน่าเห็นใจ บทเพลงนี้เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับภารกิจใหม่ที่เขาได้รับคือการออกไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยชาติเป็นทหารอากาศกับเครื่องบินรบนั่นเอง และเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะพาชีวิตตัวเองรอดกลับมาหาคนรักได้หรือไม่ แต่ชายหนุ่มคนนี้นั้นก็ยังอยากให้เธอยิ้มและจุมพิตเขาด้วยความยินดีที่สุดและบอกกับเธอว่าเธอเป็นคนที่เขารักและคิดถึงตลอดเวลา หากได้กลับมาจากภารกิจนี้ชายหนุ่มก็จะขอเธอคนนี้เป็นคู่ชีวิตตลอดไปเลยค่ะ อาจจะฟังดูน่าเศร้าแต่เขาก็ยังไม่หมดหวังสักนิด

3. Rhinestone Cowboy

เพลงนี้นั้นคล้ายกับเป็นคำบอกเล่าของคนที่มีประสบการณ์จากวงการของ Cowboy ที่ไม่ได้ขาวสะอาดเท่าไหร่นัก คล้ายๆ กับว่าเป็นนักเลงขาโจ๋สมัยก่อนนั่นแหละค่ะ ซึ่งนักร้องนั้นก็ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ทำนองว่าพ่อ Cowboy คนนี้เขาเริ่มชินชากับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นได้รับจดหมายหรือโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จัก การทำงานที่แฝงผลประโยชน์หรือกระทั่งพูดถึงว่าคนดีๆ นั้นก็ถูกกวาดล้างจากวงการไปหมดคล้ายกับหิมะหรือหยาดฝน แต่อย่างไรก็ดีเขาคนนี้ก็ยังคงจะยืนหยัดบนเส้นทางนี้ต่อไป Like a rhinestone cowboy นั่นเองค่ะ

4. Yesterday Once More

เพลงนี้ถูกถ่ายทอกด้วยน้ำเสียงน่าฟังมากทีเดียว ซึ่งเพลงนี้อาจจะไม่ได้มีเรื่องราวชัดเจนเป็นฉากๆ แต่ก็แฝงถึงความคิดถึงเอาไว้ในคำรำพันของเธอ เธอเล่าว่าเธอชอบฟังเพลงจากวิทยุเพราะบทเพลงเหล่านั้นยังคงเก็บเอาช่วงเวลาในอดีตเอาไว้เสมอ ทุกครั้งที่เธอได้ยินเพลงนั้น ความสุขและความเศร้าในอดีตก็จะกลอกลับมาอีกครั้งเหมือนชื่อเพลงที่บอกว่า Yesterday once more…วันวานอีกครั้งหนึ่ง

5. Let it be

หากพูดถึงศิลปินแบนด์เก่าๆ แล้วก็คงจะมองข้าม The Beatles ไปไม่ได้เลย และบทเพลง Let it be นี้ก็มีความน่าสนใจไม่หยอก เนื้อเพลงจะเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่กำลังผจญกับปัญหาชีวิต แต่เขาก็ปล่อยวางมันลงได้จากคำสอนของแม่มารีแม่ชีผู้เป็นที่พึ่งของเขา ซึ่งคำสอนนั้นกล่าวว่า “Let it be” หรือ “ ปล่อยมันเป็นไปตามที่เป็น” และวันหนึ่งเขาก็จะค้นพบคำตอบของปัญหานั้นเข้าเอง  เขาคนนี้จึงได้ยึดคำสอนนี้เอาไว้ในใจเสมอยังไงล่ะคะ

6. Country Road

อีกหนึ่งเพลงฟังสบายที่เป็นการบอกเล่าเรื่องราว โดยที่บทเพลงนี้มีเนื้อหากล่าวถึงถนนสายเก่าที่พาชายคนหนึ่งกลับบ้านที่ชนบท ซึ่งเขาก็ได้กล่าวเอาไว้ว่าความทรงจำของเขาหลายๆ อย่างเกิดขึ้นที่แห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ กายถึงแม้จะมีอายุมากแต่ก็มีความหมายสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็น ภูเขา แม่น้ำ หรือแม้กระทั่งต้นไม้ ฟังแล้วก็รู้สึกสุนทรีย์ไปด้วยเลยค่ะ ถ้าหากใครลองฟังและจินตนาการตามแล้วก็คงจะเห็นภาพออกมาเป็นฉากๆ เลยทีเดียว

7. Me and Mrs. Jones

อีกเพลงที่ฟังแล้วพาเอามือที่สามปวดใจกันไม่น้อย เพลงนี้ถูกขับร้องโดย Michael Buble ค่ะ เรื่องราวนั้นเกี่ยวโยงกับคนสองคนนั่นคือชายผู้บรรเลงร้องเพลงนี้และ Mrs. Jones สังเกตไหมคะว่าสาวคนนี้เธอมีชื่อนำหน้าว่า Mrs. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าเธอนั้นแต่งงานมีครอบครัวแต่ก็กลับมาเผลอตกหลุมรักกับผู้ร้อง แต่เขาและเธอก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และทรมานใจกับความรักครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเขาทั้งคู่ก็ต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้มันผิดแค่ไหนแต่ก็ยังหักห้ามหัวใจตัวเองกันไม่ได้อยู่ดี

8. Sha la la

เพลงนี้คนไทยอาจจะพอคุ้นเคยกันบ้างกับจังหวะดนตรีที่น่าลุกขึ้นมาเต้นเสียเหลือเกิน ส่วนความหมายและเรื่องราวนั้นเกี่ยวกับการเล่าเรื่องราวความรักของหญิงสาว เป็นความรักที่มาพร้อมกับความสุขใจที่เหมือนกับมีดวงดาวสุกสกาวอยู่รอบกาย และความหวังที่ว่าวันหนึ่งรักครั้งนี้จะสวยงาม เป็นเพลงที่ฟังก็ดูรู้แล้วว่าหัวใจดวงน้อยของเธอคนนี้มีความสุขมากจนต้องร้องเพลงป่าวประกาศเลยทีเดียว เพราะว่าไม่ว่าจะเช้า บ่าย เย็น เธอคนนี้ก็มีแต่ความสุข ฟังแล้วยิ้มไม่หุบเชียวล่ะค่ะ

9. Love me, love my dog

เพลงนี้น่าจะถูกใจคนรักเจ้าตูบกันเป็นพิเศษเชียว เพราะเนื้อหาของเพลงนี้นั้นเกี่ยวกับความรักของชายหนุ่มที่มีเพื่อนรักคู่หูเป็นเจ้าสุนัขตัวโปรด เพลงนี้นั้นคล้ายกับจะแต่งมาเพื่อบอกหญิงสาวที่จะเข้ามาในชีวิตว่าหากรักเขา ก็ต้องรักเพื่อนซี้สี่ขาตัวนี้ของเขาด้วย เพราะว่ากับเพื่อนตัวนี้ชายหนุ่มอยู่ด้วยกันมานานและคงจะไม่ทิ้งมันไปอย่างแน่นอน เป็นตัวอย่างให้เห็นเลยว่าหากรักกันก็ต้องรักทุกอย่างที่ตัวเขาเป็น ต้องเปิดใจให้เจ้าหมาน้อยด้วยนะ

10. Billie Jean

เพลงนี้มาจากราชาเพลงป๊อบตลอดกาลอย่าง Michael Jackson สำหรับเรื่องราวของเพลง Billie Jean นี้อาจจะฟังดูแปลกสักหน่อย เพราะไมเคิลได้กล่าวถึงสาวคนหนึ่งที่สวยสุดๆ แต่คนหลายคนกลับบอกให้เขาระวังแม่สาวสวยนี้ให้ดี ในเนื้อเพลงกล่าวว่าทั้งคู่ได้เต้นรำกัน เธอบอกว่าเขาคือคนที่ใช่แต่ชายหนุ่มกลับออกเสียงเถียงสุดตัวเลยว่า ไม่! Billie jean is not my love และยังปฏิเสธเสียงแข็งอีกว่าลูกชายที่เกิดกับเธอนั้นไม่ใช่ลูกของเขาแน่นอน ถึงแม้ว่าสาว Billie จะมาบอกว่าดวงตาของเขาเหมือนกับเด็กชายมากๆ ก็เถอะ

แหม เพลงนี้ฟังแล้วให้อารมณ์เหมือนละครไทยเลยจริงๆ ล่ะค่ะ

มีใครเคยฟังเพลงไหนกันบ้างเอ่ย? ถ้าหากอยากจะฝึกภาษาอังกฤษแล้วนั้นเพลงเหล่านี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันค่ะ ฟังไปด้วย จับใจความไปด้วย การออกเสียงของนักร้องบางคนนั้นก็อาจจะฟังยากเป็นบางที แต่หากเราฟังบ่อยๆ แล้วล่ะก็จะต้องเข้าใจและพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน!

คอมเมนต์ได้เลย!