CEFR กับการวางแผนการเรียนภาษาอังกฤษ

2039

เนื่องจาก “ภาษา” มีขอบเขตการเรียนรู้ที่กว้างมาก กว้างซะจนไม่รู้ว่าไปสิ้นสุดที่ตรงไหน บางทีอาจจะกว้างพอๆ กับจักรวาลที่เราอาศัยอยู่เสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น หากไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า ก็จะไม่รู้ว่าควรเริ่มพัฒนาจากตรงไหนก่อนดี ในกรณีนี้ CEFR ช่วยเราได้ ว่าแต่… สิ่งที่เรียกว่า CEFR นี้มันคืออะไรกัน และมันช่วยวางแผนการเรียนภาษาอังกฤษของเราได้อย่างไร ในบทความนี้ เราจะมาตอบคำถาม 2 ข้อนี้กันครับ

pasted image 0 6

รูปจาก www.coe.int

ถ้าดูที่รูปด้านบนจะพบว่ามี A1, A2, B1, B2, C1 และ C2 พวกนี้คือระดับของภาษาอังกฤษครับซึ่งเป็นการแบ่งตาม CEFR โดย CEFR ที่ว่านี้ย่อมาจาก Common European Framework of Reference (for Languages) เป็นกรอบอ้างอิงทางภาษาที่ทางสหภาพยุโรปได้วางไว้ มีการแบ่งภาษาออกเป็น 6 ระดับตามที่เห็นในรูป ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะภาษาอังกฤษแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังใช้กับภาษาอื่นๆ ทั่วโลกได้ด้วย (รวมถึงภาษาไทย) แต่ในบทความนี้ เราจะเน้นพูดถึงกรณีของภาษาอังกฤษ

แล้วการแบ่งภาษาออกเป็น 6 ระดับที่ว่านี้ช่วยให้เราวางแผนการเรียนภาษาอังกฤษของเราได้ยังไง ก่อนจะตอบคำถามข้อนี้ เราต้องมาดูกันว่าในแต่ละระดับนั้นเป็นยังไงกันบ้าง

ระดับ A1

เป็นระดับพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษ ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้สามารถเข้าใจและใช้สำนวนทั่วไปในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงใช้สำนวนพื้นฐานต่างๆ ในการตอบสนองความต้องการที่เป็นรูปธรรมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถแนะนำตัวเองและแนะนำผู้อื่น รวมถึงถามตอบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวได้

ระดับ A2

เป็นระดับพื้นฐานสำหรับผู้ที่พอจะมีความรู้เบื้องต้นมาบ้างแล้ว ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้สามารถเข้าใช้และใช้สำนวนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ทันที เช่น ถามตอบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลของครอบครัว การช้อปปิ้ง การจ้างงาน เป็นต้น ทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลง่ายๆ กับผู้อื่นได้

ระดับ B1

เป็นระดับกลางขั้นต้น ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้สามารถทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ในขอบเขตที่กว้างขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น การงาน การเรียน งานอดิเรก ทั้งยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เมื่อไปเที่ยว ณ สถานที่ที่มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางได้ รวมถึงบรรยายประสบการณ์ ความใฝ่ฝัน ความหวัง ความต้องการ แสดงเหตุผล และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้

ระดับ B2

เป็นระดับกลางขั้นปลาย ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้สามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของหัวข้อทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม รวมถึงหัวข้อเฉพาะทาง (technical) อีกทั้งโต้ตอบกับเจ้าของภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้ ยังสามารถบอกข้อดีข้อเสียของสิ่งต่างๆ ได้

ระดับ C1

เป็นระดับก้าวหน้า ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้สามารถเข้าใจประโยคยาวๆ และตีความนัยแฝงได้ ที่สำคัญคือสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาค้นหาสำนวนที่จะใช้แสดงความคิดเห็นดังกล่าว นอกจากนี้ การใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้ยังมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อประโยชน์ทางสังคม ประโยชน์ด้านวิชาการ และประโยชน์ด้านวิชาชีพได้ โครงสร้างของภาษาอังกฤษระดับนี้เป็นโครงสร้างที่มีระเบียบและมีความชัดเจน มีการใช้คำเชื่อมเพื่อให้ถ่ายทอดความคิดได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องและเป็นเหตุเป็นผลสืบเนื่องกันไป

ระดับ C2 

เป็นระดับเชี่ยวชาญเทียบเท่าเจ้าของภาษาอังกฤษหรือแทบมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนกับการใช้ภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาอังกฤษเลย ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับนี้สามารถเข้าใจทุกอย่างที่ได้ยินหรือได้อ่าน รวมถึงผลิตข้อความแสดงความคิดต่างๆ ได้หลากหลายรูปแบบโดยปราศจากอุปสรรคขวางกั้น และรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คราวนี้พอรู้แล้วว่าแต่ละระดับใน CEFR นั้นเป็นอย่างไร ทุกคนก็สามารถวางแผนการเรียนภาษาอังกฤษของตัวเองได้ โดยให้ตั้งเป้าไว้ว่าอยากใช้ภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่วได้ถึงระดับไหน แล้วอ่านคำอธิบายของระดับนั้นๆ อีกรอบ จากนั้นก็ใช้คุณสมบัติดังกล่าวกำหนดไว้เป็น “เส้นชัย” ให้เราก้าวไปให้ถึง เช่น สมมติว่าในเบื้องต้นนี้ เราอยากใช้ภาษาอังกฤษให้คล่องถึงระดับ B2 ก็ให้ดูว่าเรามีคุณสมบัติตามที่บอกไว้ใน A1, A2 และ B1 แล้วหรือยัง ถ้ามีครบถ้วนแล้วก็ไปดูที่คุณสมบัติของ B2 ต่อ แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของหัวข้อที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมได้หรือไม่ ถ้ามีคนพูดอะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะทาง เราสามารถเข้าใจใจความสำคัญของเรื่องนั้นๆ ได้หรือไม่ เป็นต้น ถ้าคำตอบคือไม่ ก็ต้องพยายามหาทางพัฒนาทักษะในการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน ให้เอาชนะอุปสรรคของระดับ B2 ให้ได้

นี่คือประโยชน์อย่างหนึ่งของ CEFR พอจะเข้าใจวิธีนำ CEFR ไปใช้วางแผนการเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จในระดับที่ต้องการกันแล้วใช่มั้ยครับ การเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีเป้าหมายถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ถ้าเป้าหมายของเราชัดเจน ภาษาอังกฤษของเราก็จะพัฒนาได้ไวและมีประสิทธิภาพ ดีกว่าเรียนภาษาอังกฤษไปอย่างไร้เป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าเป็นแบบนั้น คงต้องใช้เวลาชั่วชีวิตกว่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ หรือไม่งั้นก็อาจจะไม่มีวันใช้ภาษาอังกฤษได้เลยก็เป็นได้

หมายเหต: เผื่อว่าใครไม่รู้ ความสามารถของผู้ที่ได้คะแนนสอบ TOEIC ในระดับที่ยอมรับได้นั้นจะอยู่ตรงกลางระหว่างระดับ B2 กับ C1 ส่วนความสามารถของผู้ที่ได้คะแนนสอบ IELTS กับ TOEFL สำหรับเรียนต่อในต่างประเทศ (โดยเฉพาะ ป.โท และ ป.เอก) ในระดับที่ยอมรับได้นั้นจะอยู่ในช่วง C1 กับ C2 นะครับ

คอมเมนท์กันได้เลย!

ความเห็น

หนุ่มเตี้ย รักการเขียน รักการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น มีประสบการณ์ด้านการใช้และสอนภาษาอังกฤษ กำลังจะมีผลงานเขียนกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งครับผม