25 ศัพท์ที่ความหมายปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม (2)

2

หลังจากที่ได้รู้ความหมายเดิมของคำศัพท์ทั้ง 12 คำในตอนแรก กันมาแล้ว เรามาต่อกันสำหรับอีก 13 คำที่เหลือกันค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นศัพท์คุ้นตาที่เราคาดความหมายเดิมของมันแทบไม่ถึงกันทั้งนั้นเลยล่ะค่ะ

JARGON

คำว่า Jargon เดิมแล้วมีความหมายว่าเสียงร้องหรือเสียงจุ๊บจิบของบรรดานกเวลามันส่งเสียงถึงกัน ซึ่งปรากฎอยู่ในกวีนิพนธ์เรื่องแรก ๆ ของอังกฤษเรื่อง Canterbury Tales และเพราะเสียงนั้นเป็นเสียงที่เราเข้าใจไม่ได้ คำนี้ก็เลยกลายมาเป็นความหมายว่า “ภาษาที่ไม่มีความหมายและเข้าใจไม่ได้” นั่นเอง

KEEN

คำว่า keen เดิมแล้วไม่ได้มีความหมายว่า “สามารถ” หรือ “กระตือรือร้น” มันมาจากภาษาอังกฤษแบบเก่า คำว่า cene หมายถึง “แข็งแกร่ง” “กล้าหาญ” และ “ไม่เป็นมิตร” ต่างหาก

LIVID

การอธิบายว่าอะไรสักอย่างมีลักษณะ livid เดิมแล้วหมายความว่ามันมีสีช้ำเขียว หรือเขียวเข้มจัดเหมือนกับสีของกระดาษชนวน ในทางเดียวกันมันจึงหมายถึง “ช้ำ” หรือ “ดำๆ ด่างๆ” ด้วย ตอนที่มันเข้ามาในภาษาอังกฤษใหม่ ๆ ช่วงปี 1600s จนกระทั่งในปี 1920s มันจึงมามีความหมายว่า “โกรธอย่างรุนแรง”  ซึ่งดูเอาจากสีที่เปลี่ยนไปของใบหน้าคนที่โกรธนั่นเอง

MANAGE

คำว่า manage มาจากภาษาอิตาเลียน ซึ่งมาจากภาษาละตินอีกที เป็นคำที่แปลว่า “มือ” (manus) และเดิมทีแล้วมีความหมายว่าจับหรือยกอะไรด้วยมือจริง ๆ และส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึงการบังคำม้าค่ะ ไม่ได้หมายความว่าจัดการอย่างที่เราใช้กันทุกวันนี้

NAUGHTY

คำว่า Naughty (ซุกซน) มีความเชื่อมโยงทางประวัติกับคำว่า nought ซึ่งหมายความว่า “ไม่มีอะไรเลย” ในตอนที่มันปรากฏตัวในภาษาอังกฤษเมื่อประมาณ 600 กว่ามีมาแล้ว หลังจากนั้นไม่นานมันก็มามีความหมายว่า “ไม่มีศีลธรรม” และยังเลยไปถึงความหมายว่า “ชั่วร้าย” “ทุจริต” และ “ต่ำช้า” ก่อนที่ความหมายมันจะมาเบาลงในช่วงยุคกลาง ซึ่งความหมายในสมัยใหม่ของมันก็คือ “ซุกซน” “เจ้าเล่ห์เจ้ากล” และ “ไม่ปฏิบัติตามกฏ”

NERVOUS

คำว่า nervous (ประหม่า/กลัว) เดิมทีแล้วแปลว่า “มีพละกำลัง” หรือ “กำยำ” หรือหากจะมากไปกว่านั้นก็แปลได้ว่า “มีพลัง” หรือ “มีอำนาจ” ในช่วงศตวรรษที่ 15 คนที่มีลักษณะ nervous จะต้องเป็นคนที่มีกล้ามเป็นมัดๆ และเห็นภายนอกก็รู้ได้เลยว่าแข็งแรง นานหลังจากนั้นมา คำว่า nervous กลับกลายเป็นคำที่ใช้อ้างถึงโรคหรือแรงผลักดันที่เป็นผลกระทบต่อระบบประสาท (nerves) หลังจากนั้นในช่วงปี 1700s มันก็กลายมาเป็นคำอธิบายถึงคนที่ขี้ตื่นเต้นหรือขี้กังวลนั่นเอง

NICE

คำว่า nice มาจากคำในภาษาละติน nescius แปลว่า “ไม่รับรู้” หรือ “เพิกเฉย” และนั่นก็คือความหมายเดิมของมันตอนที่ภาษาอังกฤษรับคำนี้มาจากภาษาฝรั่งเศสครั้งแรกช่วงศตวรรษที่ 14 พอผ่านไปหลายปีเข้า คำนี้ก็หายไปแล้วกลับมาพร้อมกับความหมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ป่าเถื่อน” “เอาใจยาก” “ขี้โอ่” “เจ้าระเบียบ” “เรียบร้อย” “มีวัฒนธรรม” “อย่างขี้ขลาด” “ขี้เกียจ” “เคยตัว” “ขี้อาย” “เปราะบาง” และ “งดงาม” จนสุดท้ายมันมาแปลว่า “ดี” อย่างที่ใช้กันในปัจจุบันนี่แหละค่ะ

PUNK

ไม่มีใครรู้ว่าคำว่า punk มาจากไหน แต่ความหมายแรกสุดของมันก็คือมันเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของโสเภณีซึ่งปรากฏในบทละครเรื่อง Measure For Measure ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ผ่านไปหลายศตวรรษ คำนี้ก็กลายเป็นการออกเสียงถึงสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย จนกระทั่งมันเริ่มมาใช้กับพวกโจรยกเค้าหรือว่าผู้ช่วยของอาชญากรบางครั้งในช่วงปี 1900 และหมายถึงคนที่ฉาวโฉ่อย่างที่สุด คนนอกคอก หรือคนที่ไร้ประสบการณ์ ในช่วงปี 1920s และ 1930s

QUEEN

คำว่า queen มามีชีวิตอยู่ในภาษาอังกฤษได้ในฐานะชื่อทั่วไปสำหรับผู้หญิงหรือผู้ที่เป็นภรรยา ก่อนที่ความหมายของมันจะเปลี่ยนมาเป็น “ภรรยาของพระราชา” ในช่วงกลางของอังกฤษยุคเก่า จากนั้นมามันก็ไม่เปลี่ยนความหมายอีกเลย

RIVAL

คำว่า rival มาจากประวัติรากศัพท์เดียวกับคำว่า river และคำว่า rivulet และตอนที่มันปรากฏครั้งแรกในภาษาอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 15 มันก็ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากชื่อเรียกที่ต่างกันของริมลำธารหรือว่าริมแม่น้ำ ความหมายใหม่ที่ปรากฏขึ้นมาในเชิงว่าเป็น “ผู้แข่งขัน” หรือ “ฝ่ายตรงข้าม” นั้นประมาณได้ว่ามาจากชาวประมงที่แข่งกันในเรื่องการหาน่านน้ำตกปลาที่ดีที่สุด อันที่จริงแล้ว ภาษาละตินที่เหมือนกันคือคำว่า rivalis สมัยก่อนใช้อธิบายคนที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำด้วยเช่นกัน

SPEECHLESS

ในภาษาอังกฤษโบราณ คำว่า speechless หมายความตามตัวเลย ก็คือหมายถึงพูดไปได้ถาวรหรือว่าเป็นใบ้ แต่ความหมายเชิงอุปมาที่แปลว่า “ช็อกจนไม่อาจพูดออกมาได้” นั้นปรากฏขึ้นในช่วงยุคกลางของอังกฤษ ซึ่ง Geoffrey Chaucer บิดาแห่งวรรณคดีอังกฤษ เป็นผู้ที่ประดิษฐ์ความหมายนี้ขึ้นเป็นคนแรก

THRILL

คำกริยา thrill นั้นเดิมทีแล้วหมายความว่า “เจาะรูลงบนอะไรบางอย่าง” รูจมูก (nostrils) ของคุณ ในเชิงประวัติของคำแล้วมันคือ nose-thrills นั่นเอง ความหมายในสมัยใหม่ของมันคือ “ตื่นเต้น” หรือ “ได้รับผลกระทบ” มันเป็นความหมายเชิงภาพพจน์ที่พัฒนามาตั้งแต่ช่วงปี 1500s (อาจเป็นฝีมือของเชกสเปียร์ก็ได้) ที่เอามาใช่กับสิ่งที่ “thrilling” ว่ามีความสามารถที่จะส่งผลกระทบต่อคนๆ หนึ่งได้อย่างลึกซึ่ง

VOLATILE

คำว่า Volatile มาจากกริยาของภาษาละติน volare หมายถึง “บิน” (รากศัพท์เดียวกับคำว่า volleyball) และตอนแรกก็นำมาอธิบายสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่สามารถบินได้ หลักๆ แล้วก็จะเป็นนกน้ำ เช่น เป็ด ห่าน และนกชายเลน จากความหมายดั้งเดิมความมันก็กลายมาเป็นความหมายเชิงเคมีของ volatile แปลว่า “มีแนวโน้มหรือมีความสามารถที่จะกลายเป็นควันได้” ในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 ซึ่งทำให้มันมีความหมายเชิงภาพพจน์ว่า “ไม่แน่นอน” หรือ “เปลี่ยนแปลงได้” ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 นั่นเองค่ะ

เห็นไหมคะว่าคำในภาษาอังกฤษที่เราใช้ๆ กันในปัจจุบันนั้นเดินทางเปลี่ยนแปลงไปมากมายแค่ไหนตลอดระยะเวลาเป็นร้อยๆ ปีที่ภาษานี้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ การรู้ความหมายเดิมๆ ของคำเหล่านี้อย่าคิดว่าไม่มีประโยชน์นะคะ เพราะหากเราต้องไปอ่านเอกสารหรือวรรณกรรมที่เก่ามากๆ เข้าล่ะก็ ความเข้าใจในประวัติคำเหล่านี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากทีเดียวเลยล่ะค่ะ

ขอบคุณที่มา : mentalfloss.com

คอมเมนต์ได้เลย!