ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองที่คนไทยเราใช้กัน ดังนั้นการใช้ผิดบ้างถูกบ้างจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่ก็นั่นแหละค่ะ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ยังมีหลายคนที่กังวลเรื่องการใช้ผิดๆถูกๆจนทำให้เกิดความกังวลในการใช้ เลยไม่กล้าพูด กล้าเขียนเอาซะอย่างนั้น เชื่อเราเถอะค่ะ ผิดถูกเราก็ค่อยแก้ไขกันไป สิ่งสำคัญคือให้ได้ลองฝึกบ่อยๆ เพราะเจ้าของภาษาเองเค้าก็มีการใช้ภาษาของเค้าผิด และสับสนบ้างอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น  Dominic Jackson  นักเขียนบลอกอิสระ ผู้สร้างเว็บไซต์ True Stress Management ก็บอกว่าตนมักมีปัญหาสับสนในการใช้เหล่าวลี (หรือ phrase) อยู่เสมอ เขาจึงได้รวบรวมเหล่าวลีและคำที่มักถูกใช้กันอย่างผิดๆมาให้ทุกคนได้ดูกัน

25-confusing-phrases

เราลองมาดูด้วยกันนะคะว่า วลีไหนบ้างที่เราใช้ผิดจากทั้งหมด 25 วลีนี้

1. Nip it in the butt vs. Nip it in the bud

ที่ถูกต้องคือ nip it in the bud (นิพ อิท อิน เดอะ บัดฺ) ที่หมายถึงทำให้บางสิ่งบางอย่างจบลงก่อนที่มันจะเริ่ม ในขณะที่ nip it in the butt (นิพ อิท อิน เดอะ บัทฺ) หมายถึงการที่คุณไปกัดตูดใครซักคนหนึ่ง

ออกเสียงผิดชีวิตเปลี่ยนเลยนะคะ อย่าลืมเน้นเสียง d ด้านหลังล่ะ

2. I could care less vs. I couldn’t care less

ที่ถูกต้องคือ  I couldn’t care less (ไอ คูดดึนทฺ แครฺ เลสฺ) เพราะถ้าเมื่อไหร่คุณบอกว่า I could care less นั่นหมายถึงคุณต้องการบอกว่า คุณยังห่วงหรือสนใจเรื่องนั้นๆนิดนึงอยู่ ซึ่งไอ้ประโยคนี้ส่วนใหญ่เราจะหมายถึงว่า เราไม่ได้แคร์ หรือสนใจใดๆกับเรื่องนี้เลย เลยต้องใช้ I couldn’t care less

3. One in the same vs. One and the same

One in the same จริงๆแล้วไม่ได้มีความหมายใดๆเลย ที่ถูกต้องจริงคือ One and the same (วัน แอนดฺ เดอะ เซม) ที่หมายถึง สองสิ่งที่มีลักษณะเหมือนกัน

4. You’ve got another thing coming vs. You’ve got another think coming

วลีเป็นวลีที่มีการใช้ผิดให้เห็นบ่อยมากๆ เพราะถ้าพิจารณาตามความหมายตรงๆของวลีนี้ วลีแรก You’ve got another thing coming ก็ดูจะเข้าข่ายใช้ได้ แต่ที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเป็น You’ve got another think coming (ยูฟ ก็อท เออะนาเธอ ธิงคฺ คัมมิง) ที่หมายถึงว่า คุณต้องคิดใหม่อีกครั้ง หรือต้องเปลี่ยนความคิด พูดถึงสิ่งที่บางคนเคยคิด ความจริงมันผิดแบบว่าเธอคิดผิดแล้วล่ะ ต้องคิดใหม่ นึกถึงประโยคที่ว่า  “if that’s what you think, you’ve got another think coming.”

ที่หมายถึง ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณคิด คุณคงต้องคิดใหม่แล้วล่ะ ยังไงก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้จะใช้ You’ve got another thing coming ก็ไม่ได้ผิดอะไรมากมายแล้วล่ะค่ะ ในปัจจุบันนี้ คนก็พอจะเข้าใจในทำนองเดียวกัน

5. Each one worse than the next vs. Each one worse than the last

เว้นแต่คุณจะสามารถมองเห็นอนาคตในภายภาคหน้าวลีที่ว่า Each one worse than the next ถึงค่อยฟังดูมีความหมายขึ้นมาหน่อย ที่ถูกต้องจริงๆต้องเป็น Each one worse than the last (อีชฺ วัน เวิรสฺ แดน เดอะ ลาสฺท) ที่หมายถึง สิ่งหนึ่งที่แย่กว่าอีกสิ่งหนึ่ง นึกภาพว่า ปกติเราไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าจักรยานคันไหนจะขี่ได้ดีกว่ากัน จนกว่าเราจะเคยขี่ทั้งสองคันมาแล้ว นั่นเลยเป็นเหตุให้วลี Each one worse than the last ดูสมเหตุสมผลและถูกต้องที่สุด

6. On accident vs. By accident

ที่ถูกต้องคือ by accident (บาย แอคซิเดนทฺ) ที่ถ้าแปลตรงตัวเป๊ะๆ ก็ โดยอุบัติเหตุ แต่ถ้าให้ฟังดูคุ้นเคยก็หมายถึง โดยบังเอิญ  อันนี้เป็นส่วนที่น่าปวดหัวเพราะ เป็นเรื่องของ preposition หรือคำบุพบท ที่ใช้บอกตำแหน่ง (แม้แต่คนเขียนบทความเองยังแอบบอกว่าสงสารคนที่ต้องเรียนภาษาอังกฤษเลย เพราะเรื่องของ preposition สำหรับเจ้าของภาษาก็น่าปวดหัวไม่ต่างกัน)

7. Statue of limitations vs. Statute of limitations

เกิดความผิดพลาดได้เสมอกับสองวลีนี้ แต่ที่ถูกต้องคือ Statute of limitations (สแตจูท ออฟ ลิมิเทเชิน) ที่หมายถึงอายุความ ในขณะที่คำแรกใช้คำว่า statue (สแตจิว) ที่หมายถึงรูปปั้น ให้ถูกต้องใช้ statute (สแตจูท) ที่หมายถึง กฎระเบียบ ข้อบังคับ รัฐบัญญัติ

8. For all intensive purposes vs. For all intents and purposes

แม้ลึกๆแล้วคุณจะรู้สึกอย่างแรงกล้าและรุนแรงสุดๆต่อจุดหมายของคุณมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวลีแรกจะถูกต้องแต่อย่างใด ที่ถูกต้องคือวลีที่สอง for all intents and purposes (ฟอรฺ ออล อินเท็นทสฺ แอนดฺ เผอะโพสเสซฺ) ที่หมายถึง สรุปโดยทั่วไป/โดยรวมแล้ว หรือในความจริงแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสับสนที่พบก็คือ เปลี่ยนจาก for เป็น with แทน ต้องระวังเหมือนกันนะคะ

9. He did good vs. He did well

good กับ well นี่มีการใช้สลับกันเรื่อยมาไม่เสื่อมคลาย จริงๆแล้วที่ถูกต้อง ต้องเป็น He did well (ฮี ดิด เวล) เพราะ well ทำหน้าที่เป็น adverb ขยายกริยาคือ did ในขณะที่ good เป็น adjective ที่มีหน้าที่ขยายคำนาม ดังนั้นที่ถูกต้องที่สุดจึงเป็นวลีฝั่งขวามือ

10. Extract revenge vs. Exact revenge

ถ้าพูดถึงคำว่า extract (เอ็กสฺแทรคทฺ) จะมีความหมายว่า สกัดบางสิ่งออกจากบางสิ่ง คำที่ถูกต้องคือคำว่า exact revenge (เอ็กแซคทฺ รีเวนจฺ)  ที่หมายถึง การแก้แค้น หรือทวงความแค้นจากใครคนหนึ่ง

11. Old timer’s disease vs. Alzheimer’s Disease

เหมือนจะคล้ายคลึงกันนะคะสองวลีนี้ แต่ที่ถูกจริงๆต้องเป็น Alzheimer’s disease (อัลไซเมอสฺ ดิซีส) ที่แปลว่า โรคสมองเสื่อม ส่วนใหญ่คือมักเกิดจกความผิดพลาดในการออกเสียงตอนเด็กทำให้พอโตมาบางคนก็ยังเผลอติดใช้กันมาเป็น old timer’s disease

12. I’m giving you leadway vs. I’m giving you leeway

ที่ถูกต้องคือ I’m giving you leeway (แอม กีฟวิง ยู ลีเว) ที่หมายถึง ฉันจะให้ทางเลือก หรือให้อิสระกับคุณ ไอ้คำว่า leadway ไม่ใช่คำศัพท์จริงๆด้วยซ้ำ

13. Aks vs. Ask

ความผิดพลาดที่เกิดจากการออกเสียง ask (อาสคฺ) ที่แปลว่า ถาม ตอนอ่านเสียงท้ายต้องเริ่มด้วยเสียง s ก่อนแล้วจบด้วยเสียง k นะคะถึงจะถูก

14. What’s your guyses opinion? vs. What’s your opinion, guys?

ที่ถูกต้องคือ what’s your opinion, guys? (วอทสฺ ยัวร โอะพิเนียน กายสฺ) ที่หมายถึง แล้วคุณคิดว่าอย่างไรล่ะ ทุกคน คำว่า guys คำนี้มีความหมายในเชิงพหูพจน์อยู่แล้ว ไม่ต้องเติม es ให้อีก

15. Expresso vs. Espresso

ใครที่เคยอยู่ในร้านกาแฟ หรือทำงานในร้านกาแฟ พนันได้เลยว่าต้องเคยได้ยินลูกค้าบางคนสั่งกาแฟ expresso (เอ็กสฺเพรสโซ) แน่ๆ ซึ่งที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเรียกว่า Espresso (เอสเพรสโซ)

16. Momento vs. Memento

Momento ไม่ใช่คำด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องจริงๆต้องเป็น  memento ที่หมายถึง ของที่ระลึก อนุสรณ์ที่ช่วยเตือนความจำพวกนี้

17. Irregardless vs. Regardless

จริงแล้ว regardless (รีการฺดเลสฺ) มีความหมายว่า ไม่คำนึงถึง ไม่ใส่ใจ ถ้าเราเติม ir- ไปด้านหน้าทำให้คำนี้มีความหมายเชิงตรงข้ามเข้าไปอีก ก็จะกลายเป็น ไร้ซึ่งการ ไม่มีการคำนึงถึง (ดูซับซ้อนมาก) ซึ่งความหมายของมันก็จะกลับมาเป็นคำว่า regard (รีการฺด) อย่างเดียวที่แปลว่า คำนึงถึง แล้วเราจะมาเติม ir เพิ่มความยุ่งยากทำไมอีกล่ะคะ จริงมั้ย?

18. Sorta vs. Sort of

ถ้าจะใช้คำว่า sorta (ซอรทะ) ขอสงวนไว้ใช้กับการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้นนะคะ ในภาษาเขียนจริงๆแล้วต้องเป็น sort of (ซอรท ออฟ) ที่แปลว่า ทำนองนั้น หรือ ประมาณนั้น

19. Conversating vs. Conversing

หลายคนอาจคิดว่า conversation ที่แปลว่าการสนทนา จะทำให้เป็นกริยาก็แค่ตัด on ออก แล้วเติม ing ใช่มั้ยคะ ลบความคิดนั้นทิ้งไปซะ เพราะถ้าจะให้ถูกจริงๆต้องเป็น conversing (คอนเวิรสซิง) ที่แปลว่า สนทนา Conversating ไม่ใช่คำที่เป็นทางการที่ถูกต้อง เพียงแต่ถูกใช้กันจนเคยชินในภาษาพูดเท่านั้น

20. Scotch free and Scott free vs. Scot free

ที่ถูกต้องต้องเป็น scot free (สกัทฺ ฟรี) ที่หมายถึง ปราศจากการทำโทษที่ควรได้รับ เช่น get off scot free ที่หมายถึง หนีออกไปโดยไม่ได้รับการลงโทษใดๆ พึงจำไว้ว่า ไม่มี Scotch free หรือ Scott free มีแต่ Scot free

21. I made a complete 360 degree change in my life vs. I made a complete 180 degree change in my life

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิด วลีที่ถูกต้องจริงๆต้องเป็น I made a complete 180 degree change in my life (ไอ เมด เออะ คอมพลีท วันฮันเดร็ดเอทธี ดิกรี เชงจฺ อิน มาย ไลฟฺ) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงชีวิตจากเดิมโดยสิ้นเชิง แต่คนมักใช้ 360 แทนที่ 180 ลองนึกภาพนะคะ ถ้าเราหมุน 360 องศา นั่นหมายความว่าเราหมุนจากจุดเริ่มแรกแล้ววนกลับมาที่จุดเดิมเป็นวงกลม ในขณะที่ 180 องศา ก็เหมือนกับเราลากเส้นจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่ตรงข้ามจากจุดเดิมที่เราอยู่ ทีนี้ทุกคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วใช่มั้ยคะ

22. Curl up in the feeble position vs. Curl up in the fetal position

feeble (ฟีเบิล) หมายถึง อ่อนแอ และเปราะบาง ดังนั้นที่ถูกต้องคือ Curl up in the fetal position (เคิรล ลัพ อิน เดอะ ฟีเทิล โพะสิเชิน) ที่หมายถึง การงอตัวคล้ายกับตัวอ่อนทารกในครรภ์ เพราะคงไม่มีใครจะงอต่อในท่วงท่าที่เปราะบาง หรอกใช่มั้ยคะ

23. Phase vs. Faze

ถ้าในความหมายที่คุณต้องการสื่อคือ ก่อกวน ทำให้ยุ่งยาก คุณต้องใช้คำว่า faze (เฟซฺ) คำนี้ แต่ถ้าคุณจะสื่อความหมายถึง ช่วงเวลาต่างๆ ถึงค่อยใช้คำว่า phase

24. Hone in vs. Home in

ที่ถูกต้องต้องเป็น Home in (โฮม อิน) นะคะ หมายถึง เข้าใกล้บางสิ่ง ตัวอย่างเช่น“We’re homing in on a cure for cancer”.  เรากำลังใกล้ที่จะรักษามะเร็งหายแล้ว ส่วนคำว่า hone (โฮน) หมายถึง ทำให้คม หรือขัดเกลา เช่น you can hone your speaking skills คุณสามารถขัดเกลาทักษะการพูดของคุณได้

25. Brother in laws vs. Brothers in law

ในกรณีนี้คือจะบอกว่ามีพี่เขยหรือน้องเขยมากกว่าหนึ่งคน เลยต้องใช้ brothers in law (บราเธอสฺ ซิน ลอ) อันนี้ความเข้าใจผิดอยู่ตรงที่คนมักคิดว่า law ทำหน้าที่เป็นกริยา ซึ่งความจิรงแล้ว law ทำหน้าที่เป็นคำนามเหมือนกันกับ brother การที่เราใส่ s ในวลีที่ฝั่งขวามือเพราะต้องการให้รู้ว่ามีพี่เขยหรือน้องเขยหลายคน อย่าสับสนเผลอไปใส่ s หลัง law เชียวนะคะ ต่อให้ความจริงคุณจะมีพี่เขยหรือน้องเขยแค่คนเดียวก็ตาม ท่องไว้ law แปลว่า กฎหมาย เป็นคำนาม

ขอบคุณข้อมูลจาก Lifehack

คอมเมนต์ได้เลย!