20 คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ต้องใช้คู่กับคำบุพบทให้ถูก

230

สำหรับบางคนการใช้คำศัพท์อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากกว่าก็คือการใช้คำบุพบทภาษาอังกฤษใช่ไหมล่ะคะ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษา เราจึงไม่ได้ฝึกใช้มาตั้งแต่ต้นว่าคำไหนควรจะคู่กับคำบุพบทแบบไหน เพื่อที่จะได้สื่อสารให้ถูกต้อง ผู้ฟังก็จะได้ไม่สับสน ความหมายก็จะได้ไม่เปลี่ยนไปด้วยค่ะ และนี่ก็คือ 20 คำพื้นฐานที่มาคู่กับคำบุพบทภาษาอังกฤษของมันค่ะ 

Apologize for 

คำที่แปลว่าขอโทษนี้ต้องตามด้วยบุพบท for ก่อนแล้วค่อยเติมว่าจะขอโทษ “เรื่องอะไร” เช่น I apologize for my mistake. (ผมขอโทษเรื่องความผิดพลาดของผมด้วย) แต่ถ้าหากไปเลือกใช้ to จะต้องตามด้วยกรรมที่เราจะขอโทษ เช่น I apologize to you (ผมขออภัยคุณด้วย)

Ask for

คำว่าถามนี้จะต้องคู่กับ for เสมอค่ะ เพราะเวลาเราถามเราต้องถามหรือขอ “อะไร” เท่านั้น เช่น May I ask for information. (ขอถามข้อมูลหน่อยได้ไหมคะ) แบบนี้เป็นต้นค่ะ คำนี้ใช้ to ไม่ได้นะคะ ถ้าจะมีกรรมเป็นคนให้เติมได้เลย เช่น I ask Susan where is she from. (ฉันถามซูซานว่าเธอมาจากไหน)

Care for

จำเอาไว้เลยค่ะว่าถ้าเราแคร์ใครหรือแคร์อะไร เราจะแคร์ “เพื่อ” คนหรือสิ่งของสิ่งนั้น ดังนั้นเวลาที่ใช้คำว่า Care ให้ตามด้วยบุพบท for นะคะ อย่างเช่น I care for you (ฉันเป็นห่วงเธอ) แต่ถ้าหากใช้ to จะต้องตามด้วยกริยาค่ะ เช่น Do you care to take the test? (สนใจจะทำแบบทดสอบไหม) ซึ่งความหมายจะไปคนละทางกับ Care for เลยล่ะค่ะ 

Protect (someone) from

ท่องเอาไว้เลยค่ะว่า เวลาจะปกป้องใครสักคนเราต้องปกป้องเขา “จาก” สิ่งใด ดังนั้นเมื่อใช้คำว่า Protect เมื่อตามด้วยกรรม (คน/สิ่งของที่ถูกปกป้อง) แล้ว ต้องต่อด้วยบุพบท from ค่ะ แล้วจึงตามด้วยสิ่งที่เราต้องการปกป้องคน/สิ่งของนั้นจากมัน ยกตัวอย่างเช่น I will protect you from harm. (ฉันจะปกป้องเธอจากอันตราย) ค่ะ

Suffer from

คำว่า Suffer แปลว่าทุกข์ทรมานค่ะ เมื่อเราจะบอกว่าเราทุกข์ทรมาน เราต้องบอกว่า “จาก” อะไรค่ะ ดังนั้นต้องใช้คู่กับบุพบท from นะคะ ยกตัวอย่างเช่น His father has suffered from severe illness for years. (พ่อของเชาทุกข์ทรมานจากโรคร้ายมาหลายปีแล้ว) เป็นต้นค่ะ

Believe in

เวลา “เชื่อ” หรือ Believe เราจะต้องต่อด้วยบุพบทว่า “ใน” หรือ In ค่ะ คำนี้ไม่น่าสับสนเพราะในภาษาไทยเองก็มีรูปแบบการใช้คำที่เหมือนกับภาษาอังกฤษ ดังนั้นหากจากสร้างประโยค ฉันเชื่อในการศึกษา ก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า I believe in education. ได้เลยค่ะ

Save (someone) from

เช่นเดียวกับคำว่า Protect ค่ะ คำว่า Save ที่แปลว่าพิทักษ์, รักษานี้ก็ต้องใช้คู่กับบุพบท From เช่นเดียวกัน และมีรูปแบบการใช้แบบเดียวกันเลย นั่นก็คือ “save ใคร from อะไร” ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น I will save you from a fall. (ฉันจะปกป้อง/รักษาไม่ให้เธอตกลงไป) นั่นเอง 

แต่คำนี้ถ้าใช้กับ บุพบท for ความหมายจะต่างออกไปนะคะ เช่น Save the best for last (เก็บสิ่งที่ดีที่สุดเอาไว้สุดท้าย) คำว่า Save จะไม่ได้แปลเหมือน Protect แต่จะแปลเหมือนคำว่า Keep ค่ะ

Approve of

คำว่า Approve แปลว่า “เห็นชอบ” หรือ “รับรอง” ค่ะ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้คำบุพบท of อย่างเดียวเลย นั่นคือเรารับรองหรือเห็นชอบกับเรื่องอะไร ยกตัวอย่างเช่น The CEO approves of this maga-project. (ซีอีโอเห็นชอบกับโครงการใหญ่นี้) เป็นต้น

Smell of 

เวลาจะอธิบายว่าได้กลิ่นของอะไร ให้ตามด้วยบุพบท of ค่ะ เช่น smell of rain (กลิ่นฝน) smell of flowers (กลิ่นดอกไม้) smell of perfume (กลิ่นน้ำหอม) เป็นต้นค่ะ

Concentrate on

คำว่า concentrate แปลว่าจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งค่ะ คำนี้หลายคนมักจะใช้บุพบทผิด เพราะภาษาไทยเราจะพูดว่า “จดจ่อกับ…” แต่สำหรับฝรั่งแล้วต้อง “จดจ่อบน…” ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น Steve concentrates very much on the lecture. (สตีฟจดจ่อกับการเรียนมาก ๆ) เป็นต้นค่ะ

Agree on/with

คำว่า Agree ที่แปลว่าเห็นด้วยนี้ใช้ได้สองแบบค่ะ ถ้า Agree on ให้ตามด้วยเรื่องที่เราเห็นด้วย เช่น I agree on the legal abortion policy. (ฉันเห็นด้วยกับนโยบายระงับการตั้งครรภ์แบบถูกกฎหมาย) แต่ถ้า Agree with ส่วนใหญ่จะตามด้วยคนที่เราเห็นด้วยกับเขา เช่น I agree with him. (ฉันเห็นด้วยกับเขานะ)

Introduce (someone) to

จะแนะนำใครให้ใครรู้จัก ต้องตามด้วยบุพบท to ค่ะ ยกตัวอย่างประโยคเช่น May I introduce you to Mister Smith? (ขอแนะนำให้รู้จักคุณสมิธ) เป็นต้น

Compatible with

คำว่า compatible แปลว่าเข้ากันได้ค่ะ หลักการใช้คำบุพบทไม่ต่างจากภาษาไทยเลย คือคำกว่า “กับ” หรือ with นี่เอง แต่คำ ๆ นี้เป็น adjective ดังนั้นต้องตาม verb to be ตลอดนะคะ ยกตัวอย่างเช่น This wireless mouse is compatible with my labtop. (เม้าส์ไร้สายอันนี้เข้ากันได้กับโน๊ตบุ๊คของฉัน) เป็นต้น

Depend on

คำว่า depend แปลว่า “ขึ้นอยู่…” ค่ะ สำหรับคนไทยเราจะพูดว่า “ขึ้นอยู่กับ…” ใช่ไหมคะ แต่สำหรับฝรั่งแล้วต้อง “ขึ้นอยู่บน…” ค่ะ ดังนั้นถ้าอยากจะบอกว่า “ชีวิตของฉันขึ้นอยู่กับคุณ” ต้องใช้บุพบท on ต่อท้ายคำนี้นะคะ เช่น My life depends on you. นั่นเอง

Spend on

คำว่า Spend แปลว่า “ใช้” แต่จะใช้กับการใช้ “เวลา” และ “เงิน” เท่านั้นนะคะ คำบุพบทที่ตามคำกริยานี้ก็คือคำว่า on ค่ะ แม้คนไทยจะชินกับการพูดว่า “ใช้เวลา/เงินไปกับ…” แต่สำหรับฝรั่งต้อง “ใช้ไปบน…” ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น “I spend my time to much on video game.” (ผมใช้เวลากับวิดีโอเกมมากเกินไป) เป็นต้นค่ะ

Participate in

คำว่า Participate แปลว่า “มีส่วนร่วม” ค่ะ ซึ่งก็ตามด้วยคำบุพบทแบบที่เราใช้กันในภาษาไทยเลย นั่นคือก็คือว่า “ใน” หรือ in นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น Marie paticipates in seminar today. (มารีเข้าร่วมการสัมมนาวันนี้) เป็นต้น

Punish for

คำว่า Punish แปลว่าลงโทษค่ะ ซึ่งต้องตามด้วยคำบุพบท for เสมอ เนื่องจากมันจะเป็นตัวชี้ว่ากรรมของประโยคถูกลงโทษเนื่องด้วยเรื่องอะไรนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น Katniss is punished for being a rebel. (แคตนิสถูกลงโทษเพราะเป็นผู้ก่อการต่อต้าน) เป็นต้น

Distinguish from

คำว่า Distinguish มีความหมายว่า “แยกแยะ” ค่ะ ตามด้วยบุพบทแบบเดียวกับภาษาไทยเลย นั่นก็คือคำว่า “จาก” หรือ from นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น You can distinguish these two bags from onw another. (คุณสามารถแยกแยะกระเป๋าสองใบนี้ออกจากกันได้)

Apply for

คำว่า Apply แปลว่า “สมัคร” ค่ะ การจะสมัครงานหรือสมัครเรียนเราต้องยื่น “เพื่อ” ที่ใดที่หนึ่งนะคะ ดังนั้นจึงต้องใช้บุพบท for ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น After graduate I will apply for Harvard. (หลังจากเรียนจบแล้วฉันจะสมัคร (เรียนต่อ) ที่ฮาร์วาร์ด)

Escape from

คำว่า Escape แปลว่าหลบหนีค่ะ เช่นเดียวกับในภาษาไทย เราต้องบอกต่อว่าจะหลบหนีจากอะไร จึงต้องใช้บุพบท from ที่แปลว่า “จาก” นั่นเองค่ะ ยกตัวอย่างเช่น He tries so hard to escape from this difficult situation. (เขาพยายามอย่างหนักที่จะหลบหนีไปจากเหตุการณ์อันลำบากนี้)

Refer to

คำว่า Refer แปลว่า “อ้าง” ค่ะ หลังการเติมบุพบทก็คล้ายกับคำไทยเลยนั่นก็คือต้องใช้คำว่า “ถึง” หรือ to นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น He make it clearer by refering to his teacher’s example. (เขาทำให้มันกระจ่างขึ้นด้วยการอ้างถึงตัวอย่างของครูเขา)

Rely on

คำว่า Rely แปลว่า “พึ่งพา” ค่ะ คล้าย ๆ กับคำว่า Depend เลยค่ะ และใช้คำบุพบทเหมือนกันด้วยคือคำว่า on นั่นเองค่ะ ยกตัวอย่างเช่น If you’ve got no way to go, you can rely on me. (ถ้าเธอไม่มีที่ไปก็พึ่งฉันได้นะ) เป็นต้นค่ะ

ศัพท์อังกฤษมีหลายคำค่ะ ที่เป็นคำที่ต้องอาศัยคำบุพบทเฉพาะคำเพื่อสื่อความหมายของมัน หากเราไม่เข้าใจการใช้หรือใช้ไม่ถูก บางทีความหมายของมันอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตและเรียนรู้การใช้คำศัพท์กันอยู่เสมอนะคะ

คอมเมนต์ได้เลย!