10 ข้อผิดพลาดที่มักพบบ่อยในผู้เรียนภาษาอังกฤษ

3807

เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการเรียนภาษาที่สองที่เราต้องพูดผิด เขียนผิด ฟังผิดได้เสมอ นึกง่ายๆว่าขนาดภาษาไทยที่เป็นภาษาที่เราพูดมาตั้งแต่เริ่มออกเสียงได้จนถึงปัจจุบันเราก็ยังใช้ผิดๆกันบ้าง แล้วนับประสาอะไรกับภาษาอังกฤษ แล้วทุกคนพอจะทราบมั้ยคะว่าข้อผิดพลาดที่เรามักจะทำบ่อยๆมีอะไรกันบ้าง?

วันนี้พวกเรา DailyEnglish ได้นำเอา 10 ข้อผิดพลาดที่มักพบบ่อยๆในผู้เรียนภาษาอังกฤษมาฝากทุกคนกัน ลองนั่งนึกไปพร้อมๆกันนะคะว่าตัวเราเองทำผิดในข้อใดกันบ้าง

common-english-learner-mistakes

1. ลืมใส่ article

article ในที่นี้ก็คือ a, and, the ที่เรารู้จักกันดีนี่แหละค่ะ แต่ก็มักจะใช้กันแบบผิดๆ หรือลืมเรื่องการใช้ article ไปได้ง่ายๆ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของภาษาเอง

2. การแสดงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็น พหูพจน์

เวลาเราต้องการเขียนแสดงความเป็นเจ้าของ สิ่งที่จะเติมเข้าไปก็คือ apostrophe และ s  ด้านหลังสิ่งนั้น  เช่น the cat’s toy ที่แปลว่า ของเล่นของแมว แต่ที่มักจะผิดกันบ่อยๆคือเมื่อคำนามนั้นเป็นพหูพจน์หรือมีมากกว่าหนึ่งสิ่งขึ้นไป เราไม่จำเป็นต้องเติม s เพราะเราใช้ s ที่อยู่ท้ายคำนามพหูพจน์นั้นแล้ว  ดังนั้น เราก็แค่เติม apostrophe ไปอย่างเดียวก็พอ เช่น the brothers’ bike ที่แปลว่า จักรยานของพี่ชายหรือน้องชาย

3. นามไหนคือพหูพจน์

นี่เชื่อว่าส่วนใหญ่ยังมีคนเข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่นะคะเพราะเคยเจอกรณีนักเรียนถาม คำจำพวก family (ครอบครัว) หรือ group (กลุ่ม) อาจเกิดจากการรวมกันของคนหลายคน อย่างครอบครัวก็มีทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง อาม่า บลาๆ หรือกลุ่มที่เกิดจากคนหรือสิ่งหลายๆสิ่งรวมกัน แต่คำเหล่านี้มีค่าเป็น “หนึ่ง” หรือ “เอกพจน์” นะคะ ฝรั่งเค้าไม่มานับว่า เฮ้ย ในหนึ่งครอบครอบมีหลายคน งั้นคำว่า family เป็นพหูพจน์ ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ ลบความคิดนี้ทิ้งไปซะ เรานับเป็นเอกพจน์ถึงจะถูก

ว่าไปไอ้เรื่องคำนามที่ว่าอันเป็นเอกพจน์ อันไหนเป็นพหูพจน์ สร้างความสับสนให้คนเรียนภาษาอังกฤษเยอะเหมือนกันนะคะ นี่ยังมีอีกหลายคำที่มักสร้างความสับสนให้คนอ่านได้บ่อยๆ อย่าง advice (คำแนะนำ)  news (ข่าว) garbage (ขยะ) และ water (น้ำ)

4. ความสับสนระหว่าง “in time” และ “on time”

on time = ตรงเวลา
เช่น I get to work on time. I am never late. (ฉันไปทำงานตรงเวลา ไม่เคยไปสายเลยนะ)

ในขณะที่ in time = ก่อนกำหนด หรือ ทันเวลา หรือ ภายในเวลาที่กำหนด
เช่น I got to the bus stop in time. The bus was just about to leave. (ฉันมาถึงป้ายรถเมล์ทันเวลาพอดี รถเมล์เพิ่งจะออกเมื่อกี้นี้เอง)

5. จบประโยคด้วยการลดรูป

สมมติว่ามีเพื่อนถามคุณว่า “Are you happy?” คุณจะตอบว่ายังไงคะ มาดูประโยคสองประโยคที่เป็นตัวเลือกของคุณกัน แล้วถามตัวเองว่าปกติคุณใช้แบบไหน

a) Yes, I’m.
b) Yes, I am.

หากคุณเลือกข้อ a เราให้โอกาสคุณเปลี่ยนใจอีกครั้งหนึ่งคะ (มันมีสองตัวเองจะเปลี่ยนทำไม 555) เพราะคำตอบที่ถูกต้องคือข้อ b ! จำไว้ให้ดีว่า ในการลงท้ายประโยคพวกนี้จะไม่มีการลดรูปนะคะ มีแต่ Yes, I am หรือ Yes, he is ประมาณนี้ ไม่มีการลดรูปเป็น Yes, he’s. หรือ Yes, they’re. จะลดรูปได้ก็ต่อเมื่อกรณีตอบ No เท่านั้น อย่างเช่น No, they aren’t. หรือ No, I’m not.

6. การนับนามนับไม่ได้

ในการนับนามนับไม่ได้ทุกครั้ง สิ่งที่ต้องใส่ด้วยเสมอคือ ลักษณะนาม อย่าง เป็นแก้ว เป็นกล่อง เป็นขวดตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะบอกว่าเราซื้อขนมปังมา ทุกคนจะพูดว่าไงคะ มาดูตัวเลือกกัน

a) I bought three breads.
b) I bought three loaves of bread.

คำตอบที่ถูกต้องก็คือข้อ b !!!  ขนมปังถือว่าเป็นนามนับไม่ได้นะคะ ดังนั้นเราใส่ s ให้เค้าเฉยๆไม่ได้ เราต้องใส่ลักษณะนามให้เค้าด้วย ซึ่งในที่นี้ก็คือคำว่า loaf (โลฟ) ที่หมายถึง แถวขนมปัง แต่เพราะซื้อมาสามแถวเราเลยต้องเติม s ให้ loaf กลายเป็น loaves

7. บุรุษที่ 3 เติม s

เรื่องนี้เป็นเรื่อง่ายๆแต่คนที่เรียนภาษาอังกฤษมักจะเผลอลืมอยู่บ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ที่ประธานในประโยคเป็นบุรุษที่ 3 (he, she, it etc.) และเป็นเอกพจน์ กริยาจะต้องเติม s เสมอ ทั้งสองสิ่งนี้ต้องมาคู่กันนะคะ บุรุษที่ 3 และเอกพจน์

ลองมาดูว่าถ้าเราจะพูดว่า เขาเล่นฟุตบอล เป็นภาษาอังกฤษ คุณจะเลือกตัวเลือกไหน

a) He plays football.
b) He play football.

ถ้าคุณเลือกข้อ a แสดงว่าคุณก็ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่ถ้าเลือกข้อ b คงต้องทบทวนเรื่องบุรุษที่ 3 เป็นเอกพจน์ กริยาต้องเติม s กันใหม่หน่อยแล้วล่ะค่ะ

8. การใช้ infinitive และ gerund

infinitive คือ กริยารูปปกติบวก to เช่น to walk, to write ในขณะที่ gerund คือ กริยาที่มี ing ต่อท้าย เช่น walking, writing เป็นต้น การใช้กริยาทั้งสองแบบนี้ยังเป็นปัญหาเรื่อยมาในทุกยุคทุกสมัยของผู้เรียนภาษาอังกฤษ และต้องค่อยๆใช้เวลาศึกษาและฝึกฝนกันไป

ตัวอย่างการใช้ผิดๆ ก็เช่น We enjoy to watch TV on the evening. ประโยคนี้ถือว่าไม่ถูกนะคะ ถ้าจะให้ถูก ต้องเป็น He enjoy watching TV on the evening. เพื่อบอกว่าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง

9. ความสับสนระหว่าง would like กับ like

would like ใช้กับสิ่งที่อยากจะทำในอนาคต
เช่น I would like to go swimming. (ฉันอยากจะไปว่ายน้ำ)

like หมายถึง ชอบ หรือสิ่งที่ชอบทำเป็นประจำ
เช่น I like swimming. (ฉันชอบว่ายน้ำ)

10. Adverb vs. Adjective

เรื่องของ adverb และ adjective เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตกของคนเรียนภาษาอังกฤษ สับสนตั้งแต่แยกแยะว่าคำไหนคือ adverb คำไหนคือ adjective เรียนไปเรียนมา อ้าวเฮ้ย! บางคำเป็นได้ทั้ง adjective และ adverb บางครั้งก็แอบงงเต็กกันไป ลองอ่านข้อแตกต่างระหว่าง Adverb กับ Adjective ได้ที่นี่

เป็นยังไงบ้างคะข้อผิดพลาดที่เรานำเสนอ มีใครมักทำผิดแบบนี้บ่อยๆกันบ้าง การเรียนภาษาอังกฤษผิดบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา ที่สำคัญคือเมื่อรู้จุดบกพร่องก็ให้พยายามแก้ไข หมั่นฝึกฝน สุดท้ายข้อผิดพลาดที่เราเคยมีก็จะค่อยๆลดและหายไปเอง ฝึกๆๆ ฝึกเท่านั้นที่ครองโลกจำไว้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Language Learning Base

คอมเมนต์ได้เลย!