10 สำนวนภาษาอังกฤษสุดฮิตในชีวิตประจำวัน

59828

การรู้คำศัพท์มากมาย หรือท่องจำแกรมม่าร์ได้ขึ้นใจ ก็ไม่สามารถการันตีว่าเราจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่ง เพราะภาษาอังกฤษมีวลีและสำนวนมากมายที่ไม่ได้มีความหมายตรงตัว ดังนั้นนอกจากคำศัพท์แล้วเราจำเป็นต้องเข้าใจวลีต่างๆด้วย จะได้คุยกับฝรั่งให้รู้เรื่องมากยิ่งขึ้นครับ

วันนี้ผมได้รวม 10 สำนวนภาษาอังกฤษ ที่มีประโยชน์สำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นคลังคำศัพท์ชั้นเลิศที่สามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง! มาดูกันเลยครับว่ามีคำอะไรบ้าง

englishidioms

1. big deal! – แล้วไง?

ปกติแล้ว big deal เนี่ยแปลว่า “เรื่องใหญ่” เช่น นาย A มาพูดกับ B ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “Sorry mate, I can’t come to the group meeting after school.” ขอโทษทีเพื่อน เรามาประชุมงานกลุ่มหลังเลิกเรียนไม่ได้ว่ะ…ส่วน B ก็ตอบกลับไปว่า “Hey don’t worry. It’s no big deal” เฮ้ยไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซักหน่อย

แต่! big deal ยังมีอีกความหมายหนึ่งว่า “แล้วไง, ไม่เห็นมีอะไรเลย, ก็แค่นั้น” พูดง่ายๆก็คือ เราสามารถใช้คำนี้ตอนที่เราไม่แคร์สื่อ ไม่อื้อหือกับเรื่องที่ได้ยินมานั่นเองครับ

เช่น ถ้ามีคนมาบอกเราว่า “I’m very happy with my life. I have a well-paid job and a beautiful girlfriend. Oh and I just bought a new car.” ให้เบ้ปากแล้วพูดใส่หน้ามันไปเลยว่า “Big deal!” แล้วไงฟะ! พูดแบบนี้กะมาอวดว่างั้น


2. ring a bell – คุ้นๆนะ แต่จำไม่ได้อะ

เป็นอีกวลีที่ได้ยินบ่อยๆ อะไรก็ตามที่ ring a bell หมายความว่าเราอาจเคยเห็น เคยอ่าน เคยพบเจอ เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับสิ่งของ หรือคนใดคนหนึ่งมาก่อน แต่พอได้เจออีกทีกลับจำไม่ค่อยได้

เช่น Your face rings a bell. Have we met before? หน้าเธอคุ้นๆนะ เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า
This book rings a bell. I seem to remember reading it. หนังสือเล่มนี้คุ้นๆแฮะ รู้สึกว่าเราเคยอ่านมันแล้วนะ
You’re Frank? No, I’m afraid your name doesn’t ring a bell. ขอโทษนะแฟรงค์ แต่ว่าเราจำนายไม่ได้จริงๆว่ะ


3. don’t push your luck – ได้ใจเกินไปแล้วนะ

เคยมั้ยครับเวลาหมั่นไส้ใครแล้วอยากบอกคนนั้นเหลือเกินว่า “ได้คืบจะเอาศอก” แต่ไม่รู้จะพูดว่ายังไง…คำว่า don’t push your luck นี่แหละเหมาะสุดๆ!

เช่น เราขอแฟนเล่มเกมส์ชั่วโมงนึง พอครบชั่วโมงยังไม่พอ ขอเล่นต่ออีก คุณแฟนก็ตอบกลับมาด้วยเสียงเรียบๆว่า “Don’t push your luck Babe…” อย่าให้มันมากไปนะที่รัก ถ้าไม่ปิดไฟแล้วมานอนอย่าหาว่าไม่เตือน!

ปล. จะพูดว่า don’t push it ก็มีความหมายเดียวกันนะครับ ใช้แทนกันได้


4. piece of cake – ของกล้วยๆ

สำนวนนี้จะว่าแปลกก็แปลก เพราะให้แปลตรงๆมันคือเค้กดีๆนี่เอง แต่พอมาเทียบกับสำนวนไทยกลับหมายถึงเรื่องกล้วยๆ หรือให้พูดง่ายๆก็คือ อะไรก็ตามที่เป็น piece of cake เนี่ย จะเป็นเรื่องที่เราสามารถได้มาง่ายๆ ทำให้สำเร็จได้แบบชิวๆนั่นเอง

เช่น I’ve studied for months before taking my TOEIC test. It was a piece of cake. สอบโทอิคน่ะเรอะ จิ๊บๆ ชั้นเตรียมตัวมาเป็นเดือนๆ เรื่องแค่นี้สบายมาก (อย่าเพิ่งโม้ รอดูคะแนนก่อนนะจ๊ะ)

บางคนอาจสงสัยว่าทำไม “เรื่องง่ายๆ” ต้องไปเปรียบเทียบกับเค้กด้วย นั่นเป็นเพราะฝรั่งเค้ามองว่าการทำเค้กน่ะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่การกินเค้กนั้นง่ายแสนง่ายนั่นเอง!


5. all ears – ฟังอย่างตั้งใจ

แค่ฟังแบบธรรมดาให้ใช้ listen กับ hear แต่ถ้าเป็น all ears จะหมายถึงการตั้งใจฟังแบบสุดๆ เวลาใช้ให้เติมประธานข้างหน้าด้วยครับ

เช่น Do you want to hear what happened after the party last night? เธออยากรู้มั้ยว่าเมื่อคืนหลังงานปาร์ตี้เกิดอะไรขึ้น
Oh yes! I’m all ears! เล่ามาให้หมดเปลือกเลยนะแก


6. call it a day – วันนี้พอแค่นี้ละกัน

เป็นสำนวนสุดเบสิคที่หลายๆคนกลับไม่รู้ความหมาย เพราะถ้าให้แปลตรงตัวมันไม่ make sense เอาซะเลย

สำนวนนี้มักจะถูกนำมาใช้ในที่ทำงาน เมื่อเราทำงานอย่างหนักมาทั้งวันแล้วมีคนพูดขึ้นมาว่า let’s call it a day เค้าหมายความว่าไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่นะ/ มาทำต่อพรุ่งนี้ละกัน


7. make do – ใช้เท่าที่มี

คำว่า make แปลว่า ทำ ส่วนคำว่า do ก็แปลว่า ทำ แต่เมื่อเอามาผสมกันเป็น “make do” จะหมายถึงการเอาตัวรอดด้วยสิ่งที่มีอยู่ ณ เวลานั้น

เช่น ถ้าเราอยากจะทำการ์ดวันวาเลนไทน์สีชมพูให้แฟน แต่ดันมีแค่กระดาษสีแดง เราก็จะพูดว่า I want to make a pink valentine for my boyfriend. But I’ll have to make do with a red one.

ถ้าอยากไปงานปาร์ตี้ชุดแฟนซี แต่ไม่มีเงินซื้อชุดใหม่ ต้องใช้ชุดเดิม ก็จะพูดว่า I want to buy a new dress for the party, but can’t afford one. I’ll have to make do with my old dress.


8. give it a shot – ลองดูซักตั้ง

เวลาที่เราต้องทำเรื่องยากลำบากที่เราไม่ถนัด หรือไม่มีความมั่นใจ เราก็มักจะท้อแท้ สำนวนนี้เอาไว้ใช้ปลุกใจทั้งตัวเองหรือคนรอบข้างให้ลองไฟท์ดูนั่นเอง

เช่น เพื่อนคนหนึ่งกำลังจะสัมภาษณ์สอบชิงทุนไปเรียนต่อ ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนรักก็ต้องให้กำลังใจว่า I know you’re nervous, but you have to give it a shot. กังวลใจอยู่ละสิ แต่ต้องสู้ๆนะเธอ ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก!


9. take for granted – เห็นเป็นของตาย

ถ้าเรา take something หรือ take someone for granted หมายความเราเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น/คนนั้น คิดว่ายังไงก็ไม่มีทางเสียมันไป หรือพูดง่ายๆคือเห็นเป็นของตายนั่นเอง

เช่น Just because I’m here for you all the time doesn’t mean you can take me for granted!
(เห็นชั้นอยู่ข้างๆเธอตอนมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าชั้นจะเป็นของตายนะ!)

แต่ take for granted ยังมีอีกความหมายหนึ่ง ว่า “ทึกทักไปเอง” คือการเชื่อ หรือสันนิษฐานอะไรซักอย่างโดยไม่รู้ว่าจะเป็นจริงรึเปล่า

เช่น I took for granted that John would arrive on time. But it turns out that he was an hour late! (ชั้นทึกทักไปเองว่าจอห์นจะมาตรงเวลาตามนัด แต่เค้าดันมาสายไปเป็นชั่วโมงซะงั้นอะ)


10. guess what? – รู้รึเปล่า?

เรามักจะใช้ guess what เกริ่นนำประโยคหรือข้อมูลน่าเหลือเชื่อบางอย่าง ที่พอเราบอกไปแล้วคนฟังจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน ไม่ใช่การบอกให้คนฟังลองทายดูว่าเราจะพูดว่าอะไรนะครับ

เช่น Hey guess what? Today’s my birthday! (เฮ้ยรู้ป่าว วันนี้วันเกิดชั้นนะ)

เวลาตอบคนส่วนมากจะใช้คำว่า:
really? (จริงดิ)
wow! (ว้าว ไม่น่าเชื่อ)
I have no idea! (เฮ้ย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ)

จบไปแล้วสำหรับ สำนวนภาษาอังกฤษ ที่เราเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่ฝึกพูดภาษาอังกฤษต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างอย่างแน่นอน ยังมีสำนวนอีกมากที่เราควรรู้ ไว้วันหลังจะเอามาฝากอีกนะครับ 

คอมเมนต์ได้เลย!